การจูงใจ แปซิฟิก

การจูงใจ แปซิฟิก

ขั้วอำนาจสำคัญและขั้วอำนาจเกิดใหม่หล่อหลอมความร่วมมือกับประเทศในแปซิฟิกใต้เพื่อลดทอนอิทธิพลของจีน

เจ้าหน้าที่ฟอรัม

กการเดินเรือของจีนได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังขั้วอำนาจสำคัญและขั้วอำนาจเกิดใหม่ทั้งในและนอกภูมิภาค จีนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับชาติในออสตราเลเซีย เมลานีเซีย ไมโครนีเซีย และพอลินีเชีย ความสนใจที่ทวีความรุนแรงขึ้นของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้กระตุ้นให้พันธมิตรทางยุทธศาสตร์อื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์และนำเสนอตัวเองในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจและกลาโหมที่ดีกว่าจีน

“เรามีความเชื่อร่วมกันว่าการลงทุนที่ดีเกิดจากความโปร่งใส การแข่งขันแบบเปิดกว้าง ความยั่งยืน การยึดมั่นในมาตรฐานสากลที่มั่นคง การจ้างแรงงานในท้องถิ่น และการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ที่ไม่ยั่งยืน” นางจูลี บิชอป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียในขณะนั้น กล่าวในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 เอเจนซ์ ฟรานซ์ เพรส รายงาน คำกล่าวของเธอเกิดขึ้นในระหว่างการประกาศความร่วมมือไตรภาคีระหว่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ เพื่อ “ระดมเงินลงทุนในโครงการที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาส และสร้างภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่เสรี เปิดกว้าง ครอบคลุม และรุ่งเรือง”

จีนถือว่าตนเป็นผู้บริจาคเงินช่วยเหลือรายใหญ่เป็นอันดับสองในแปซิฟิกตอนใต้ โดยทุ่มงบประมาณให้โครงการต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคมากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียลไทมส์ ออสเตรเลียยังคงเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุด โดยได้ทุ่มงบประมาณ 6.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.13 ล้านล้านบาท) ระหว่าง พ.ศ. 2554 ถึง 2561 และใช้จ่ายไป 5.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท) ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงาน หนังสือพิมพ์ดังกล่าวระบุว่านิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นเป็นผู้บริจาครายใหญ่อันดับสาม สี่ และห้าตามลำดับ

การเดินเรือของกองทัพ

การแข่งขันเพื่ออิทธิพลในอาณาเขตทางทะเลอันยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งประกอบด้วยออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกตอนใต้ และอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร มักดูเหมือนเป็นการแข่งขันระหว่างจีนกับทุกฝ่าย

ผู้นำออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกายืนยันเมื่อต้นปี พ.ศ. 2561 ว่าพวกเขามีความตั้งใจที่จะเพิ่มการติดต่อทางเศรษฐกิจกับประเทศในแปซิฟิกเพื่อดึงตนเองออกจากจีน เหล่าผู้นำกล่าวว่ายังมีเวลาที่จะต่อต้านการบุกรุกของจีนในภูมิภาคนี้ เพราะไม่มีประเทศใดในแปซิฟิกยอมรับคำสัญญาของจีน

หนังสือพิมพ์ ดิออสเตรเลียน รายงานเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 ว่านักวิเคราะห์ข่าวกรองในออสเตรเลียกล่าวว่า ขณะนี้แปซิฟิกตอนใต้แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อออสเตรเลีย ตามข้อมูลข่าวกรองที่แสดงให้เห็นว่าจีนตั้งใจที่จะจัดตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้

มีข่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 ว่าจีนได้เข้าใกล้วานูอาตูอย่างไม่เป็นทางการเพื่อจัดตั้งกองทัพเรือขึ้นบนเกาะเล็ก ๆ ดังกล่าว ทั้งวานูอาตูและจีนปฏิเสธว่าเกิดการเจรจาดังกล่าวขึ้นหรือมีแผนดังกล่าว แต่ข้อมูลข่าวกรองของออสเตรเลียระบุเป็นอย่างอื่น และผู้เชี่ยวชาญเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับสาเหตุที่อาจกลายเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้

ในบริเวณทั่วแปซิฟิกตอนใต้ จีนได้อพยพชาวจีนนับร้อยคนออกจากพื้นที่ภายในหมู่เกาะโซโลมอน ติมอร์-เลสเต และตองงา นิตยสารข่าวออนไลน์ เดอะดิโพลแมต รายงานเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 การอพยพเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากการโจมตีธุรกิจที่ชาวจีนและผู้พลัดถิ่นเป็นเจ้าของ

นายเดวิด บรูว์สเตอร์ นักวิจัยอาวุโสจากวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เขียนไว้ในเดอะดิโพลแมตเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 ว่า “ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะขยายขนาดและความรุนแรงเมื่อจีนปรากฏตัวในแปซิฟิกเพิ่มขึ้น” “สิ่งจำเป็นเหล่านี้และอื่น ๆ อาจทำให้จีนมีเหตุผลในการแสวงหาการเข้าถึงสิ่งก่อสร้างในท้องถิ่นได้อย่างปลอดภัยในกรณีที่เกิดวิกฤติ เช่นเดียวกับที่ออสเตรเลียเฝ้าจับตาดูพลเมืองของตนเองในฟิจิอย่างใกล้ชิดในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาภายในประเทศฟิจิ จีนอาจรู้สึกว่าถูกบีบให้จัดหาการรักษาความปลอดภัยบนพื้นดินที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้”

ขณะที่ฐานทัพจีนในวานูอาตูยังคงถูกปิดล้อมด้วยการปฏิเสธ ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกายืนยันว่ามีแผนที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่ฐานทัพเกาะมานัสในปาปัวนิวกินี และจัดตั้งฐานทัพเรือร่วมที่นั่น ดิออสเตรเลียนรายงานเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2561

พล.ร.อ. นายไมค์ โรเจอร์ส อดีตผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ และผู้บัญชาการกองบัญชาการไซเบอร์ของสหรัฐฯ เรียกฐานทัพดังกล่าวว่าเป็นฐานที่ “ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์” สำหรับออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี

นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (ขวา) ต้อนรับนายทาโร โคโนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ซ้าย) และนางจูลี บิชอป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียในขณะนั้น ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 51 ที่สิงคโปร์เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 รอยเตอร์

หากคุณมองไปที่ปาปัวนิวกินีและและสถานที่อื่น ๆ ที่มีทรัพยากรที่น่าสนใจอย่างมาก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คุณจะเห็นชาวจีนมากขึ้น” นายโรเจอร์ส กล่าวตามรายงานของ ดิออสเตรเลียน ซึ่งระบุเพิ่มเติมว่าจีนพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างความได้เปรียบให้กับตนเองอย่างเห็นได้ชัด ผมไม่ได้พยายามจะแย้งว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายโดยเนื้อแท้ แต่ในทางกลับกันก็เป็นกลยุทธ์ที่มีสำนึกรู้ ไม่มีใครคิดว่านี่เป็นเพียงแค่การทำตามความต้องการแปลก ๆ หรือ “โอ้ อยากรู้จังว่าทำไมพวกเขาถึงสนใจ เกาะ ในโอเชียเนียขึ้นมาตอนนี้” เรื่องนี้มีเหตุผล ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญครับ”

การใช้จ่ายด้านกลาโหมของออสเตรเลียทั่วแปซิฟิกตอนใต้ใน พ.ศ. 2561 มีมูลค่ารวม 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.8 พันล้านบาท) และกำลังเพิ่มขึ้น ดิออสเตรเลียน รายงาน

นายคริสโตเฟอร์ ไพน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวว่า “แปซิฟิกเป็นพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ของชาติเป็นอย่างมาก”

อิทธิพลของอินเดียที่เติบโตขึ้น

อินเดียปรากฏขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และคาดการณ์ว่าจะเติบโตเร็วกว่าจีนในช่วงทศวรรษหน้า ในขณะที่การช่วยเหลือต่างประเทศของอินเดียซึ่งมีกำลังไม่มากแต่ก็กำลังเติบโตขึ้น ส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดในเอเชียตอนใต้และมหาสมุทรอินเดีย การทูตด้านการช่วยเหลือของอินเดียได้ขยายไปยังประเทศเล็ก ๆ ในแปซิฟิกตอนใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟิจิ ประมาณร้อยละ 38 ของประชากรในฟิจิเป็นชาวอินโด-ฟิจิ ทายาทของแรงงานตามสัญญาจ้างชาวอินเดียที่ชาวอังกฤษนำเข้ามาในหมู่เกาะในศตวรรษที่ 19

อินเดียใช้นโยบายปฏิบัติการตะวันออกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับเพื่อนบ้านทางตะวันออกมานานแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้นำที่อินเดียได้ทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศนิวซีแลนด์เพื่อพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การค้า การทูต ความมั่นคง การปกครอง และการพัฒนาสังคม

นางรานี ดี. มูลเลน นักวิชาการอาคันตุกะแห่งสถาบันเอเชียใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า อำนาจที่เพิ่มขึ้นและการมีส่วนร่วมในภูมิภาคและต่างประเทศที่มากขึ้น ทำให้อินเดียมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมในแปซิฟิกตอนใต้

“นี่ไม่ใช่การมีส่วนร่วมครั้งใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากกว่า 100 ปี และการพลัดถิ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก” นางมูลเลนกล่าว “ความคิดใหม่นี้ได้นำไปสู่การมีส่วนร่วมกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกมากขึ้นด้วยอำนาจอ่อน การมีส่วนร่วมส่วนใหญ่เป็นการฝึกอบรม การให้ความรู้ และการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม”

ข้อความของนางมูลเลนถึงประเทศในแปซิฟิกตอนใต้ที่กำลังมองหานักลงทุน คือความหลากหลายกับตลาดอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่จงระวังสิ่งที่แฝงมาด้วย

พล.ร.อ. ฟิล เดวิดสัน ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโดแปซิฟิก เข้าร่วมพิธีเชิดชูเกียรติ ณ อนุสรณ์สถานสงครามแห่งชาติปูเคอาฮู ในเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 ระหว่างการเยือนนิวซีแลนด์ครั้งแรกในฐานะผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโดแปซิฟิก จ.อ. โรบิน ดับเบิลยู. พีค/กองทัพเรือสหรัฐฯ

“อินเดียคือผู้เล่นหน้าใหม่ที่ยอดเยี่ยมและเป็นคู่แข่งกับจีน สิ่งสำคัญคือ ประเทศต่าง ๆ ต้องดูรูปแบบของการลงทุนที่จีนเสนอและอัตราการชำระคืน รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูง สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักถึง ดูตองงาเป็นตัวอย่าง” นางมูลเลนกล่าว เมื่อจีนเริ่มสร้างที่จอดเรือและท่าเรือใกล้กับอินเดียในพม่า มัลดีฟส์ ปากีสถาน และศรีลังกา ใกล้กับชายแดน “อินเดียรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก อินเดียต้องการสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีซึ่งอาจนำไปสู่การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งของตัวขับเคลื่อนล่าสุดสำหรับการมีส่วนร่วมกับแปซิฟิกตอนใต้”

นายราเจช ราชโกพาลาน ศาสตราจารย์จากศูนย์เพื่อการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยชวาหะร์ลาล เนห์รู ในกรุงนิวเดลี เรียกพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปในอินโดแปซิฟิกว่า “การเรียกสติ” สำหรับอินเดีย

“เรากำลังเผชิญกับความท้าทายอันเป็นผลมาจากการเติบโตขึ้นของจีน” นายราชโกพาลานกล่าว “มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดนโยบายต่างประเทศของโลกที่มีความสงบสุข ตึงเครียด หรือเต็มไปด้วยความขัดแย้ง”

ยุทธศาสตร์ด้านแปซิฟิกของญี่ปุ่น

นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นดำเนินการเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างของญี่ปุ่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอาเบะก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดเผยโครงการการสร้างขีดความสามารถสำหรับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกโดยมุ่งไปที่ความสงบเรียบร้อยทางทะเล

นายอาเบะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิกครั้งที่ 8 เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 โดยนายอาเบะให้คำมั่นว่าจะให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยทางทะเลมากขึ้นตามหลักนิติธรรม นับเป็นหนึ่งในการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่นในการกีดกันอิทธิพลของจีนในแปซิฟิกตอนใต้

เดอะดิโพลแมตรายงานว่าในระหว่างการประชุมผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิกใน พ.ศ. 2558 ญี่ปุ่นประกาศให้งบช่วยเหลือ 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท) แก่ประเทศในแปซิฟิกตอนใต้

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 การประชุมผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิกจัดขึ้นโดยนายกรัฐมนตรีอาเบะ และนายกรัฐมนตรีตูอิลาเอปาแห่งประเทศซามัวในฐานะประธานร่วม ญี่ปุ่นประกาศเจตนารมณ์ในการมุ่งมั่นมากขึ้นต่อเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคตาม “ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกได้แบ่งปันความสำคัญของหลักการพื้นฐานของยุทธศาสตร์ดังกล่าวและให้การต้อนรับการเสริมสร้างความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นในภูมิภาคแปซิฟิกภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว นายอาเบะให้คำมั่นว่าจะมุ่งเน้นความสงบเรียบร้อยทางทะเลมากขึ้นตามหลักนิติธรรม

ในเดือนเดียวกันนั้น การก่อสร้างศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแปซิฟิกแปซิฟิกของญี่ปุ่นในซามัวก็ได้เริ่มขึ้น

การประชุมผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิกจะจัดขึ้นทุกสามปี ทำให้นายอาเบะมีโอกาสรวบรวมตัวแทนจากสมาชิกของการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิกเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ซ้าย) กล่าวต้อนรับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เก็ตตี้อิมเมจ

“ตั้งแต่โบราณกาลมา มหาสมุทรแปซิฟิกได้ให้พรแห่งทะเลกับเรา และหลักนิติธรรมก็ให้ความคุ้มครองแก่ประเทศทั้งใหญ่และเล็กสำหรับสิทธิโดยธรรมชาติของตนเอง” นายอาเบะกล่าวระหว่างการประชุมผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 “ญี่ปุ่นจะทุ่มงบอย่างเต็มที่ ในด้านความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการปกป้องทะเล รวมถึงขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละประเทศ”

นายอาเบะกล่าวกับพันธมิตรหมู่เกาะแปซิฟิกว่า ญี่ปุ่นจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพทั้งใน “ด้านแข็งและอ่อน” เพื่อช่วยให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและความยั่งยืนในการพึ่งพาตนเอง นอกจากนี้ญี่ปุ่นจะยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลเพื่อ “ฝึกฝนผู้นำที่จะแบกรับอนาคตของประเทศในการประชุมผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิก” นายอาเบะกล่าว

การประชุมผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิกครั้งถัดไปจะจัดขึ้นใน พ.ศ. 2564

หัวจิตและหัวใจ

ความร่วมมือในแปซิฟิกตอนใต้มีการผสมผสานกันมากมาย ความร่วมมือแบบไตรภาคีขนาดใหญ่ของออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกันต่อไปและสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ อื่น ๆ ในการถ่วงดุลกับจีน

“ความร่วมมือแบบไตรภาคีนี้ได้รับการยอมรับว่าจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเพื่อเพิ่มสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก” นางบิชอป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียในขณะนั้นกล่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ สตาร์แอนด์สไตรป์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561

นายพอล บูเคแนน นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของอเมริกาในโอ๊คแลนด์กล่าวกับสตาร์แอนด์สไตรป์ว่า เขาเคยเห็นการเพิ่มการระดมทุนอันเนื่องมาจากการลงหลักปักฐานของจีนที่เพิ่มขึ้นในแปซิฟิกตอนใต้

นายบูเคแนนกล่าวว่าการลงหลักปักฐานนั้นประกอบไปด้วยสถานทูตจีนแห่งใหม่ในตองงา ที่จะทำหน้าที่เป็นฐานส่งสัญญาณข้อมูลข่าวกรองซึ่งอยู่ใกล้กับสายเคเบิลข้อมูลใต้น้ำและเรือตรวจการณ์ รวมทั้งเรืออุทกศาสตร์ลำใหม่ที่จีนมอบให้แก่กองทัพเรือฟิจิ (หนังสือพิมพ์ยังระบุถึงรายงานอื่น ๆ ที่กล่าวว่าจีนได้จัดฝึกอบรมและมอบยานพาหนะให้กับตำรวจฟิจิ)

นักวิเคราะห์กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าความต้องการสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่มีการใช้จ่ายในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นสิ่งจำเป็น “ความร่วมมือไตรภาคีนี้เกี่ยวกับการแข่งขันเพื่อหัวจิตและหัวใจในภูมิภาคและโลก และการแสร้งทำเป็นตรงกันข้ามเป็นเรื่องไร้สาระ” นายแบรด กลอสเซอร์แมน ศาสตราจารย์อาคันตุกะประจำมหาวิทยาลัยทามะแห่งโตเกียวกล่าวกับสตาร์แอนด์สไตรป์

เขาโต้แย้งแนวคิดที่ว่าโครงการในแปซิฟิกตอนใต้ของจีนประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ “โครงการจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้ผล” นายกลอสเซอร์แมน กล่าว “ความคิดที่ว่านี่เป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาสำหรับชาวจีนไม่ใช่เรื่องจริง”


มีการตัดไม้จากป่าในหมู่เกาะโซโลมอน อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของจีน

รอยเตอร์

ประเทศหมู่เกาะโซโลมอนในแปซิฟิกใต้กำลังโค่นป่าเขตร้อนของตนลงเกือบ 20 เท่าของอัตรายั่งยืน ตามข้อมูลการวิจัยของกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 โดยมีแรงผลักดันจากความต้องการไม้อย่างไม่รู้จักพอของจีน

ปริมาณการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำหรับส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของหมู่เกาะแห่งนี้ ทะยานขึ้นกว่าร้อยละ 20 เป็น 3 ล้านลูกบาศก์เมตรใน พ.ศ. 2560 โดยตัวเลขของธนาคารกลางแสดงให้เห็นว่ามีมูลค่า 378 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท)

โกลบอลวิทเนส ซึ่งเป็นกลุ่มด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิระบุว่า การตัดไม้นี้สูงกว่าอัตราที่ยั่งยืนถึง 19 เท่า และหากยังดำเนินต่อไปอาจทำให้ป่าไม้ในประเทศร่อยหรอ และไม่นานก็จะทำให้ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของหมู่เกาะโซโลมอนสูญสิ้นไป

นกพิตตาหน้าดำบนเกาะโซโลมอน

นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่ายังทำลายพืชผักและผลไม้ป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารในท้องถิ่น รวมทั้งทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์อีกด้วย

อีกทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลการนำเข้าของโกลบอลวิทเนสยังพบว่า มีการส่งไม้ส่วนใหญ่จำนวนมากไปยังประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าไม้ชั้นนำของโลก โดยการวิเคราะห์เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของรัฐบาลจีนในการควบคุมการนำเข้าและตรวจสอบแหล่งที่มา

“อัตราการตัดไม้ไม่ยั่งยืนมากจนทำให้ป่าไม้ธรรมชาติจะหมดไปในไม่ช้าหากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง” นางเป่ยเป่ย หยิน ผู้นำทีมวิจัยที่รวบรวมรายงานดังกล่าว กล่าวทางโทรศัพท์จากกรุงลอนดอนซึ่งเป็นที่ตั้งของโกลบอล
วิทเนส

“บริษัทจีนที่นำเข้าไม้ส่วนใหญ่มีนัยสำคัญมากเสียจนหากทุกบริษัทร่วมมือกันหยุดซื้อไม้เหล่านั้น ก็ยังมีโอกาสที่ป่าไม้จะกลับคืนสู่สภาพเดิม” นางหยินกล่าว

โกลบอลวิทเนสใช้ตัวเลข 155,000 ลูกบาศก์เมตรเป็นปริมาณการส่งออกไม้ที่ยั่งยืนจากหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุด แต่การวิเคราะห์ที่คำนวณล่าสุดจากรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญหลายคนคิดเป็นปริมาณสูงสุดที่ 300,000 ลูกบาศก์เมตร

ไม่มีวันที่ระบุแน่ชัดว่าป่าอาจจะหมดไปเมื่อใด แต่อ้างอิงจากการประมาณการเบื้องต้นคือ พ.ศ. 2579 ซึ่งกระทรวงป่าไม้ของหมู่เกาะโซโลมอนจัดทำขึ้นใน พ.ศ. 2554

สำนักนายกรัฐมนตรีของหมู่เกาะโซโลมอนได้ชี้ให้รอยเตอร์พูดคุยโดยตรงกับเลขาธิการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้ ซึ่งไม่ได้ตอบคำถามในทันทีทางอีเมลเมื่อมีการขอให้แสดงความคิดเห็น

กระทรวงพาณิชย์จีนไม่ได้ตอบคำถามในทันทีทางโทรสารเมื่อมีการขอให้แสดงความคิดเห็น
หมู่เกาะโซโลมอนมีพื้นที่ป่าไม้มากกว่า 2.2 ล้านเฮกตาร์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่ที่เป็นผืนดิน ซึ่งกระจายอยู่บนเกาะกว่า 990 เกาะ

แม้ว่าก่อนหน้านี้กระทรวงป่าไม้ของประเทศจะระบุว่าได้ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเพื่อต่อต้านการตัดไม้ผิดกฎหมายแล้ว แต่โกลบอลวิทเนสระบุว่า การขาดขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายได้เพิ่มความเสี่ยงของการตัดไม้มากกว่าที่ได้รับอนุญาต

การวิเคราะห์ทางดาวเทียมของโกลบอลวิทเนสเกี่ยวกับเส้นทางการตัดไม้แสดงเส้นทาง 669 กิโลเมตรอยู่เหนือระดับความสูง 400 เมตร ซึ่งมีการจำกัดการตัดไม้พอเป็นพิธี

ตำรวจสากลประเมินว่า การค้าไม้ที่ผิดกฎหมายทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) ต่อปี

หุ้น