การทบทวนเรื่องการบริหาร จัดการวิกฤต

การทบทวนเรื่องการบริหาร จัดการวิกฤต

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติสนับสนุนกรอบการทำงานใหม่ในระดับโลกในการตอบสนองภัยพิบัติ

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

โลกกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ภัยพิบัติหลากหลายที่คุกคามสภาพแวดล้อม ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมือง ภายใน พ.ศ. 2593 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอาจผลักดันให้ประชาชนถึง 200 ล้านคนต้องออกจากบ้านเรือนของตนและกลายเป็นผู้อพยพ และความไม่เสมอภาคทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจะทำให้สังคมเกิดความระส่ำระสาย คนที่ร่ำรวยที่สุด 8 คนในโลกรวมกันจะมีความมั่งคั่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกที่ยากจนที่สุด

หากข้อมูลดังกล่าวที่นำเสนอโดยสมาคมเนติบัณฑิตยสภาระหว่างประเทศและองค์กรอ็อกซ์แฟมตามลำดับนี้ยังทำให้นึกภาพภัยคุกคามที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ไม่ชัดเจน ให้นึกรวมไปถึงการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่หวนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง การสะสมระบบอาวุธขั้นสูงโดยหลายต่อหลายประเทศ และการระบาดของโรคที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความเสี่ยงทั่วโลกเหล่านี้มีวิวัฒนาการไปเรื่อย ๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการวิกฤตกล่าวว่า สถาบันและกลยุทธ์ต่าง ๆ มากมายที่ใช้ในการจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ยังคงก้าวย่ำอยู่กับที่ องค์กรต่าง ๆ อาทิ องค์การสหประชาชาติและธนาคารโลก ตลอดจนรัฐบาลและกองทัพต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาความเชี่ยวชาญและทรัพยากรเพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคใหม่หรือไม่ มีองค์กรหรือสถาบันอื่น ๆ หรือไม่ที่มีทักษะที่จำเป็นและเหมาะสมในการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

ทหารจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนและทหารจากกองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บจากเรือในระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ที่ฐานทัพในเมืองคุน
หมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

สมาชิกของประชาคมด้านการบริหารจัดการวิกฤตกล่าวว่า คำถามดังกล่าวควรได้รับความสนใจมากขึ้น

“ปัญหาในวันนี้คือความท้าทายที่เรามีอยู่เป็นความท้าทายระดับโลก และเราไม่มีระบบในการควบคุมความท้าทายเหล่านี้” นายแมตส์ แอนเดอร์สสัน รองประธานมูลนิธิความท้าทายโลก ซึ่งตั้งอยู่ในสวีเดนกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 นายแอนเดอร์สสันอยู่ที่สถาบันบรูกกิงส์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และได้เข้าร่วมการอภิปรายเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงทั่วโลก “เราจำเป็นต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ขณะนี้เรากำลังพยายามแก้ไขปัญหาของวันนี้โดยใช้วิธีการของเมื่อวานนี้ เราจำเป็นต้องหาวิธีการใหม่ที่ได้ผลเพื่อลดความเสี่ยงที่เรามีอยู่”


รายงานความเสี่ยงทั่วโลก พ.ศ. 2560 โดยสภาเศรษฐกิจโลก ได้ระบุความท้าทายที่สำคัญที่โลกกำลังเผชิญอยู่

ความเสี่ยง 5 อันดับแรกของโลกในแง่ความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น
  1. สภาพอากาศที่รุนแรง
  2. การย้ายถิ่นของมวลชนขนาดใหญ่โดยไม่สมัครใจ
  3. ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่
  4. การโจมตีของผู้ก่อการร้ายขนาดใหญ่
  5. การปลอมแปลง/โจรกรรมข้อมูลขนาดใหญ่
ความเสี่ยง 5 อันดับแรกของโลกในแง่ของผลกระทบ
  1. อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง
  2. สภาพอากาศที่รุนแรง
  3. วิกฤตการณ์น้ำ
  4. ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่
  5. ความล้มเหลวในการลดและการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

มูลนิธิความท้าทายโลกซึ่งก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2555 มีเป้าหมายที่ระบุไว้ในพันธกิจขององค์กรคือเพื่อ “กระตุ้นความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความเสี่ยงของโลกที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดของมนุษยชาติ” มูลนิธิดังกล่าวยังพยายามเร่งหาวิธีการใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ ทางมูลนิธิจึงได้จัดการแข่งขันเพื่อค้นหาความร่วมมือระดับโลกในรูปแบบใหม่ที่สามารถจัดการกับความเสี่ยงทั่วโลก การแข่งขันนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 4,000 คนจาก 150 ประเทศ ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 157 ล้านบาท) สำหรับแนวคิดที่ดีที่สุดในการ “ค้นหาวิธีการใหม่” เพื่อกำกับดูแลโลกในศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544-2643)

“เราพูดได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราอาศัยอยู่ในประชาคมโลก ซึ่งหมายความว่า พฤติกรรมและการตัดสินใจของผู้อยู่อาศัยในแต่ละประเทศสามารถส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อผลประโยชน์สำคัญของผู้อยู่อาศัยในประเทศอื่น ๆ ทั้งหมด” นายลาสโล ซอมบัตฟัลวี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิความท้าทายโลกได้เขียนไว้ในจดหมายที่ส่งถึงผู้เข้าร่วมการแข่งขัน “ระบบนานาชาติในปัจจุบันของเรา ซึ่งรวมถึงองค์การสหประชาชาติตลอดจนองค์กรอื่น ๆ ได้รับการจัดตั้งขึ้นในอีกยุคหนึ่ง ซึ่งก็คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบนานาชาติดังกล่าวไม่เหมาะสำหรับการจัดการกับความเสี่ยงในศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544-2643) อีกต่อไปแล้ว ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนในทุกมุมโลก”

นายซอมบัตฟัลวีกล่าวว่า ผู้บริหารจัดการวิกฤตจะต้องมีความคิดใหม่ ๆ อย่างเร่งด่วนเพื่อจัดการกับความท้าทายทั่วโลกในขอบเขตและระดับความรุนแรงที่มีอยู่ในปัจจุบัน “ซึ่งเติบโตจนเกินกว่าที่ความสามารถของระบบในปัจจุบันจะรับมือได้”

มุมมองที่สดใหม่ ความร่วมมือที่ยั่งยืน

นายเคมัล เดอร์วิส รองประธานและผู้อำนวยการโครงการพัฒนาเศรษฐกิจโลกของสถาบันบรูกกิงส์ เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่ารัฐบาล สถาบันที่มีมานาน และกองทัพจะต้องมีมุมมองใหม่ ๆ เพื่อพิจารณาว่ากลยุทธ์ของตนในการรับมือกับความท้าทายนั้นได้พัฒนาไปพร้อมกับความท้าทายดังกล่าวหรือไม่

นายเดอร์วิสกล่าวว่า “วิธีการส่วนใหญ่ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันโดยมากจะเป็นผลมาจากความหายนะของสงครามโลกครั้งที่สอง”

นายเดอร์วิสสนับสนุนแนวคิดที่ว่า รัฐบาลควรสร้างหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจในระหว่างการตอบสนองภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์ให้อยู่ในระดับท้องถิ่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในหลาย ๆ ระดับของการกำกับดูแล นายเดอร์วิสกล่าว การสร้างหน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มขึ้นในอีกระดับจะทำให้พลเมืองและประชาชนในท้องถิ่นได้รับการดูแลมากขึ้นเพื่อจะสามารถจัดการกับภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของตนได้โดยตรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายเดอร์วิสยังสนับสนุนให้กองทัพและประชาคมความมั่นคงทำงานแยกกันกับฝ่ายเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการวิกฤต กองทัพและประชาคมความมั่นคงที่แยกออกมาทำงานต่างหากจะทำให้กองทัพมีอิสระมากขึ้นในการดำเนินกลยุทธ์ในการป้องกันวิกฤตการณ์

เจ้าหน้าที่กู้ภัยอินโดนีเซียเก็บกู้ร่างของหญิงคนหนึ่งหลังจากที่ดินโคลนขนาดใหญ่ถล่มใส่บ้านเรือนหลังฝนตกหนักในเขตโปโนโรโก จังหวัดชวาตะวันออก เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

อย่างไรก็ตาม การแบ่งแยกการทำงานเพื่อวัตถุประสงค์ในด้านการตัดสินใจนั้นจะต้องไม่ลดทอนความประสานสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบทั้งหมดในการตอบสนองภัยพิบัติ ความร่วมมือจะต้องคงอยู่เสมอ และในความเป็นจริงแล้วจะต้องมีการเพิ่มความร่วมมือระหว่างพันธมิตรที่เป็นทหารและพลเรือน

“ประเทศที่มีความเสี่ยงได้เริ่มนำนโยบายและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติมาใช้ในกรอบการทำงานด้านการกำกับดูแลพลเรือนโดยรวมของตนเพื่อเพิ่มความเป็นเอกภาพในการทำงานในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศและระดับนานาชาติ” ตามรายงานใน พ.ศ. 2558 เรื่อง “ความก้าวหน้าในการประสานงานระหว่างทหารและพลเรือนในยามที่เกิดภัยพิบัติ” ที่จัดทำโดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

รายงานของศูนย์ดังกล่าวได้หยิบยกบทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าไต้ฝุ่นโยลันดา ที่พัดกระหน่ำหมู่เกาะแคโรไลน์ ฟิลิปปินส์ พื้นที่ทางตอนใต้ของจีน และเวียดนามในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ในฟิลิปปินส์ พายุดังกล่าวทำให้เกิดกระแสลมที่รุนแรงและฝนตกหนักซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะน้ำท่วม แผ่นดินถล่มและเกิดความเสียหายในวงกว้าง จากภัยพิบัติดังกล่าว ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ระบุเแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด 3 ประการ ได้แก่

  • สร้าง “ระบบเตือนภัยแบบครบวงจร” ที่เข้าใจทั่วกัน เพื่อให้ประเทศมีความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตการณ์
  • สร้างข้อผูกพันในระดับทวิภาคี เพื่อให้ผู้ตอบสนองเหตุการณ์ปฏิบัติงานร่วมกันได้หลายฝ่ายในพื้นที่ผ่านทางศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศ และส่งเสริมให้พลเรือนใช้ทรัพยากรทางกลาโหมของต่างประเทศให้คุ้มค่าที่สุด
  • ดำรงการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาล กองทัพและภาคเอกชนเพื่อให้ผู้ตอบสนองเหตุการณ์ที่เป็นพลเรือนบรรลุผลสำเร็จในการเพิ่มระดับขีดความสามารถของประเทศในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการในการช่วยชีวิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ความสำคัญของทุนมนุษย์

การให้ความสำคัญกับผู้คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ที่ไม่ใช่ตัวองค์กร คือส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สำหรับ
นางมาเรีย อิวาโนวา รองศาสตราจารย์ด้านการกำกับดูแลทั่วโลกจากบัณฑิตวิทยาลัยนโยบายและโลกคดีศึกษา จอห์น ดับเบิลยู. แม็กคอร์แม็ก มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ บอสตัน ซึ่งนางอิวาโนวาเป็นผู้อำนวยการร่วมของศูนย์เพื่อการกำกับดูแลและความยั่งยืน

นางอิวาโนวามองว่าระบบการบริหารจัดการวิกฤตนั้น “มีความแตกแยกกระจัดกระจาย” รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ควรประเมินว่าตนมีกระบวนการที่ใช้ผู้ปฏิบัติหลายคน หรือมีความหลากหลายในการปฏิบัติหรือไม่

“นั่นทำให้เราต้องมองเข้าไปในสถาบันเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อพิจารณาการกำกับดูแลในระดับต่าง ๆ ดูวิธีการทำงาน และตระหนักถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้” นางอิวาโนวากล่าวในระหว่างการประชุมของสถาบันบรูกกิงส์ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการวิกฤต “เป้าหมายของเราอยู่ที่ไหน และในที่สุดแล้ว ดิฉันคิดว่าเราจะมีสถาบันและรัฐบาลที่ทำงานได้ดีเมื่อเรามีคนที่ใช่ในที่ที่เหมาะสม”

วิธีการง่าย ๆ เช่นการจ้างผู้เชี่ยวชาญนั้นยังไม่เพียงพอ บุคคลนั้นต้องมีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของตนภายในสถาบันหรือรัฐบาล

“การทำให้สถาบันนั้นทำงานได้จริงหมายถึงอะไร บุคลากรประเภทใดที่คุณต้องการในสถาบันนั้นและในการกำกับดูแลในระดับต่าง ๆ เหล่านั้น ดิฉันว่าคนเหล่านี้ต้องมีความมุ่งมั่น ต้องมีความสามารถ และต้องมีแรงบันดาลใจ” นางอิวาโนวากล่าว

นางอิวาโนวายอมรับว่า การกระตุ้นให้คนพูดถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทั่วโลกอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

“กระนั้น เราก็ได้เห็นมันเกิดขึ้นกับการอภิปรายเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนจากเรื่องราวแห่งการสูญเสียไปเป็นเรื่องราวแห่งโอกาส” นางอิวาโนวากล่าว “และนั่นก็ทำให้เกิดข้อตกลงปารีส เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนเห็นว่า ‘เราอาจมีส่วนทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เราสามารถช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิมบนโลกใบนี้’ เมื่อนั้นผู้คนจะเข้ามามีส่วนร่วมและปัจเจกบุคคลจะกลายเป็นองค์ประกอบที่แข็งขันและก่อให้เกิดประสิทธิผลในสถาบัน”

การสร้างวิสัยทัศน์เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ในยามที่ไม่มีวิกฤตการณ์ การเปลี่ยนแปลงมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ หรือไม่เกิดขึ้นเลย” นายสจวร์ต เอ็ม. แพทริก นักวิชาการอาวุโสและผู้อำนวยการโครงการสถาบันระหว่างประเทศและการกำกับดูแลโลกแห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าวในระหว่างการอภิปรายของสถาบันบรูกกิงส์ “ให้คิดว่ามันเป็นการคัดสรรโดยธรรมชาติแทนที่จะเป็นการเว้นวรรคของดุลยภาพในด้านวิวัฒนาการ ที่น่าประหลาดคือสถาบันต่าง ๆ ทำได้ย่ำแย่อย่างยิ่งทั้งในเรื่องการทำนาย การคาดการณ์และการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ แต่กลับกลายเป็นว่าภัยพิบัติคือสิ่งเดียวจริง ๆ ที่ทำให้เกิดสถาบันบางแห่งขึ้นมา”

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้องค์กรเป็นหนึ่งในกรณีดังกล่าวด้วยการสร้างวิสัยทัศน์อาเซียน พ.ศ. 2568 ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยระบุประเด็นสำคัญในการทำข้อตกลงว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติภายในปี พ.ศ. 2568 ให้มุ่งเน้นที่ประชาชน มีประชาชนเป็นเป้าหมาย มีความยั่งยืนทางการเงินและมีการทำงานเป็นเครือข่าย

ตามที่วิสัยทัศน์อาเซียน พ.ศ. 2568 ระบุนั้น “แม้อาเซียนจะมีความก้าวหน้าในแง่ของความร่วมมือและการทำงานร่วมกัน แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่ากลไกต่าง ๆ ในการตอบสนองความท้าทายใหม่ ๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการพัฒนาต่อไป”

รายงานผลการสังเคาะห์การประชุมสุดยอดด้านมนุษยธรรมโลกได้ระบุถึงการปฏิบัติที่สำคัญห้าประการในการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมในอนาคตซึ่งอาเซียนได้นำมาเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ พ.ศ. 2568 ซึ่งได้แก่ ศักดิ์ศรี ความปลอดภัย ความยืดหยุ่น ความร่วมมือและการเงิน

  • ต่อไปนี้คือรายละเอียดของการปฏิบัติในแต่ละประการตามที่ระบุในรายงาน
  • ศักดิ์ศรี “อาเซียนจะต้องพัฒนาต่อไปและใช้แนวทางปฏิบัติที่มุ่งเน้นที่ประชาชนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก การมีแนวทางปฏิบัตินี้ที่เป็นหัวใจสำคัญของโครงการด้านมนุษยธรรมจะทำให้มีความเสมอภาคทางเพศและการเสริมสร้างศักยภาพของสตรี เด็กหญิง เยาวชนและเด็ก ๆ เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถทำหน้าที่ในการตอบสนองด้วยตนเองได้”
  • ความปลอดภัย “อาเซียนและการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตจะต้องมั่นใจว่ามีกลไกเพื่อการปกป้องคุ้มครองและการช่วยเหลือสำหรับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด การปกป้องคุ้มครองควรเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ตอบสนองเหตุการณ์ทั้งหมดของอาเซียนตลอดระยะเวลาที่ดำเนินกิจกรรมด้านมนุษยธรรม เนื่องจากคนเหล่านี้เป็นผู้สนับสนุนกฎหมายและสันติภาพระหว่างประเทศ”
  • ความยืดหยุ่น“ในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นนั้น อาเซียนต้องหันไปมุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงแทนการบริหารจัดการวิกฤตเพื่อเตรียมความพร้อมในองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดีขึ้นเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ดังนั้น เพื่อให้มีความยืดหยุ่นภายในอาเซียน อาเซียนจะต้องสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศสมาชิกและภายในชุมชนของประเทศเหล่านั้นเพื่อลดความเสี่ยงและความไม่มั่นคง”
  • ความร่วมมือ“ด้วยความร่วมมือต่าง ๆ โครงการบริหารจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการทำงานของภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถ อาทิ ภาคเอกชนและภาครัฐ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองส่วนนี้เท่านั้น ในการตอบสนองความต้องการด้านมนุษยธรรมในอนาคต ความพยายามร่วมกันของทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มีการตอบสนองแบบองค์รวมที่ครอบคลุมมากที่สุดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ”
  • การเงิน“ด้วยโครงการบริหารจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ อาเซียนควรพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในการจัดหาเงินทุนและไม่ต้องพึ่งพาการบริจาคจากประเทศสมาชิกเพียงอย่างเดียว การเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ ในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศและระดับโลกจะเป็นหัวใจสำคัญในการให้การสนับสนุนที่เพียงพอต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติด้วยเช่นกัน”

อย่าประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป

นายซอมบัตฟัลวี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิความท้าทายโลก ได้ย้ำเตือนคณะทำงานด้านการบริหารจัดการวิกฤตว่า ความท้าทายที่สำคัญ ต่าง ๆ จะมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อกันในเชิงบวกและเชิงลบ

“ความท้าทายจากวิกฤตการณ์ที่สำคัญต่าง ๆ คือภัยคุกคามอันใหญ่หลวงที่สุดต่อมนุษยชาติในปัจจุบัน และควรเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญมากที่สุด” นายซอมบัตฟัลวีกล่าว “ในมุมมองของผม บรรดาผู้นำทางการเมืองและทางธุรกิจที่มีความกังวลระยะสั้น และความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตนเองจะประเมินความเสี่ยงไว้ต่ำมาก ในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ จะต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนร่วมกันทั่วโลกเพื่อปกป้องคุ้มครองคนรุ่นต่อ ๆ ไป”

ภัยคุกคามอันใหญ่หลวงที่สุดที่เผชิญในวันนี้อยู่เหนือพรมแดนระหว่างประเทศ นายซอมบัตฟัลวีกล่าว “ดังนั้น ทุกประเทศจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ โดยเพิ่มความตระหนักในเรื่องการพึ่งพาซึ่งกันและกัน”

หุ้น