• Home »
  • ติดอันดับ »
  • การทำการประมงแบบรุกรานเป็นเหตุคุกคามความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง
การทำการประมงแบบรุกรานเป็นเหตุคุกคามความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

การทำการประมงแบบรุกรานเป็นเหตุคุกคามความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

พื้นที่ทับซ้อนและข้อพิพาททางทะเลในทะเลจีนใต้มีส่วนที่ทำให้เกิดการทำประมงที่มากเกินกำลังผลิตของสัตว์น้ำ continuedoverfishingและทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากงานวิจัยของศูนย์เพื่อความมั่นคงและนานาชาติศึกษาฉบับใหม่

นายเกรกอรี โพลิง ผู้เขียนงานวิจัยและผู้อำนวยการโครงการเพื่อความโปร่งใสทางทะเลแห่งเอเชียของศูนย์เพื่อความมั่นคงและนานาชาติศึกษาพบว่า “ข้อพิพาทด้านหมู่เกาะ แนวปะการัง และผืนน้ำในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้การบริหารจัดการการประมงอย่างมีประสิทธิภาพแทบจะเป็นไปไม่ได้ แม้เมื่อการลดฮวบของปริมาณสัตว์น้ำจะเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงชีพทั่วภูมิภาคก็ตาม” ทั้งนี้ บรูไน จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเวียดนาม แข่งกันอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่อาณาเขตต่าง ๆ ของทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ ประเทศเหล่านี้รวมถึงอินโดนีเซียยังมีความเห็นขัดแย้งกันถึงวิธีที่ควรแบ่งพื้นที่ทะเลดังกล่าว

การทำประมงเกินขนาดทำให้ปริมาณปลาในทะเลจีนใต้หายไปถึงร้อยละ 70 ถึง 95 นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (พ.ศ. 2493-2502) ซึ่งคุกคามต่อการดำรงชีพของชาวประมงและความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค งานวิจัยยังเผยอีกว่า อัตราการจับสัตว์น้ำลดลงกว่าร้อยละ 66 ถึง 75 ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

รายงานต่าง ๆ ของสื่อระบุว่า เพื่อยืนกรานอ้างสิทธิในอาณาเขตและสิทธิทางทะเล บางประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ส่งเสริมและแม้กระทั่งให้เงินอุดหนุนการทำประมงในพื้นที่พิพาทอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ซึ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลก็คือ มีการประมาณการว่าเรือประมงในโลกมากกว่าครึ่งทำการประมงในทะเลจีนใต้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ไม่สมดุลถึงร้อยละ 12 ของการจับปลาทั่วโลก ตามรายงานการค้นพบของศูนย์เพื่อความมั่นคงและนานาชาติศึกษา

การทำประมงที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาคโดยตรงด้วยเช่นกัน “ขณะที่แข่งกันแย่งชิงปลาในทะเลจีนใต้นั้น ก็มีโอกาสที่ชาวประมงเหล่านี้จะจุดชนวนการปะทะกันอย่างรุนแรงได้มากพอ ๆ กับกองทัพต่าง ๆ ในภูมิภาค” รายงานระบุ “และมีแนวโน้มที่จะเกิดการปะทะกันมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีเรือประมงจำนวนมากในพื้นที่ยอมสละการทำประมงแบบเต็มเวลา เพื่อมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศนั้น ๆ โดยตรงด้วยการเป็นพลเรือนติดอาวุธทางทะเลอย่างเป็นทางการ”

รายงานระบุว่า พลเรือนติดอาวุธทางทะเลของจีนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสแปรตลี “จำนวนเรือของพลเรือนติดอาวุธที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ในนามของจีน มีขนาดใหญ่กว่าและดื้อแพ่งมากกว่าที่เข้าใจกันโดยทั่วไปมาก ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับทะเลจีนใต้จะต้องแบ่งความสนใจในสัดส่วนที่สมควรมายังกลุ่มผู้กระทำเหล่านี้ รวมถึงบทบาทของคนกลุ่มนี้ในพื้นที่ดังกล่าว”

งานวิจัยระยะเวลานานหกเดือนของศูนย์เพื่อความมั่นคงและนานาชาติศึกษา ร่วมกับบริษัทวัลแคนซึ่งเผยแพร่ในเดือนมกราคม พ.ศ 2562 ทำการวิเคราะห์ขนาดและพฤติกรรมของเรือประมงในภูมิภาคผ่านโครงการสกายไลท์มาริไทม์ของบริษัทวัลแคน โดยใช้เทคโนโลยีซึ่งมีพร้อมแล้วแต่ยังไม่เคยใช้งานก่อนหน้านี้

งานวิจัยพบว่า เรือประมงที่ดำเนินงานในหมู่เกาะสแปรตลีมีจำนวนสูงเป็นหลายเท่าตัวมากกว่าจำนวนที่รายงานโดยใช้วิธีดั้งเดิม เช่น ระบบการพิสูจน์ตัวตนอัตโนมัติ ซึ่งมีไม่เพียงพอในภูมิภาคนี้ โดยนักวิจัยได้ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น เครื่องตรวจหาเรือโดยใช้ระบบเรดิโอมิเตอร์จับภาพที่มองเห็นด้วยรังสีอินฟราเรด เรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ และภาพถ่ายดาวเทียมระบบแสง เพื่อการติดตามหมายเลขและประเภทของเรือได้แม่นยำยิ่งขึ้น งานวิจัยพบว่า “มีเรือจำนวนมหาศาลในและโดยรอบด่านชั้นนอกต่าง ๆ ของจีน โดยเฉพาะเรือขนาดใหญ่ที่สุดสองลำที่แนวปะการังซูบีและมิสชีฟ” รวมทั้งมีจำนวนเรือหนาแน่นสูงโดยรอบเกาะทิตูที่ฟิลิปปินส์ครอบครองซึ่งห่างออกไปราว 12 ไมล์ทะเล ภาพถ่ายดาวเทียมความคมชัดสูงเผยให้เห็นว่าเรือส่วนใหญ่ในหมู่เกาะสแปรตลีเป็นเรือประมงของจีน และมีจำนวนเรือเพิ่มมากขึ้นอย่างเด่นชัดในปีที่ผ่านมา ตามที่รายงานระบุ (ภาพ: เรือประมงจีนที่แนวปะการังซูบีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561)

ในขณะเดียวกัน จีนเป็นฝ่ายทำให้ปะการังซึ่งเป็นที่อาศัยของปลา มีอัตราการเสื่อมถอยลงเร็วขึ้นในภูมิภาคนี้ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การทำการประมงหอยมือเสือขนาดใหญ่ การขุดลอกและการสร้างเกาะเทียม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝีมือของจีน ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักหรือทำลายแนวปะการังในทะเลจีนใต้ไปมากกว่า 160 ตารางเมตร งานวิจัยเผยว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน แนวปะการังลดจำนวนลงร้อยละ 16 ต่อระยะเวลาสิบปีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (พ.ศ. 2493-2502)

ผลของปัจจัยเหล่านี้คือ “ชาวประมงเผชิญกับภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อการดำรงชีพและความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่การประมงในทะเลจีนใต้โซซัดโซเซอยู่บนปากเหวแห่งการล่มสลาย” ตามที่รายงานสรุป แม้ผู้คนจำนวน 3.7 ล้านคนจะได้รับการว่าจ้างอย่างเป็นทางการโดยอุตสาหกรรมการประมงต่าง แต่อาจจะยังมีผู้คนอีกมากที่ต้องพึ่งพาทะเลในการหาเลี้ยงชีพ

“การพัฒนาและการเฝ้าระวังเรือเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งหากผู้เรียกร้องสิทธิหวังจะช่วยรักษาการประมงในทะเลจีนใต้ และลดความถี่ของเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างเรือต่าง ๆ” ผู้เขียนงานวิจัยสรุป

หุ้น