การบรรลุ สันติภาพ

การบรรลุ สันติภาพ

บายานิฮัน ซึ่งเป็นแผนรักษาสันติภาพและความมั่นคงภายในของฟิลิปปินส์ ช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนพลเรือน รัฐบาลและทหาร เพื่อต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

พล.อ. (เกษียญอายุราชการ) เอมมานูเอล ที. บอทิสตา

ประสบการณ์อันยาวนานของฟิลิปปินส์ในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบได้นำไปสู่การตระหนักรู้หลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาการก่อความไม่สงบเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายมิติ ซึ่งจำเป็นต้องใช้แนวทางแก้ปัญหาที่ครอบคลุม

ลักษณะเด่นหลายประการที่มีอยู่ทำให้บายานิฮันแตกต่างจากกลยุทธ์ที่ผ่านมา ประการแรกคือ แผนนี้เป็นเอกสารแบบเปิดที่สามารถแบ่งปันข้อมูล เป็นเจ้าของร่วมกันและเป็นผู้เขียนร่วมกันได้ระหว่างบรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างที่สุด โดยหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นและระดับชาติ หน่วยงานนอกภาครัฐ และพลเมืองทั้งหมดมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงขั้นตอนการนำไปปฏิบัติและการประเมินผล ประการที่สอง แผนนี้จะเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญหลัก ๆ ในการปฏิบัติการทางทหารคือการบรรลุสันติภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการเอาชนะข้าศึก

ด้วยเหตุนี้ บายานิฮันจึงหลุดออกจากกรอบการทำงานแบบเดิม และมีการศึกษาวิเคราะห์ในขอบเขตที่ไม่ใช่การสู้รบในการจัดการกับภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของประเทศ ประการที่สาม บายานิฮันยึดมั่นตามกรอบการทำงานด้านสันติภาพโดยรวมของรัฐบาล แม้ว่ามันจะไม่ใช่แผนของกองทัพฟิลิปปินส์เพียงฝ่ายเดียว แต่บายานิฮันก็ไม่ได้อยู่ในภาวะสูญญากาศ แผนนี้จะดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับนโยบายแห่งชาติเพื่อสันติภาพ ความมั่นคงและการพัฒนา

กองกำลังนาวิกโยธินฟิลิปปินส์ลาดตระเวนไปตามถนนที่กวาดล้างแล้วที่เคยอยู่ในระยะซุ่มยิงของข้าศึก ในขณะที่คลื่อนกำลังไปยังพื้นที่สู้รบหลักในเมืองมาราวี ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560

ฟิลิปปินส์กำลังแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มที่สร้างภัยคุกคามสามกลุ่มหลัก ๆ กลุ่มแรกคือพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์/กองทัพประชาชนใหม่/แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งพยายามหาทางที่จะล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยและแทนที่ด้วยรัฐบาลในระบอบคอมมิวนิสต์ กลุ่มที่สองคือแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร ซึ่งมีเป้าหมายในการแยกตัวออกจากสาธารณรัฐและจัดตั้งรัฐอิสลามอิสระ กลุ่มที่สามคือกลุ่มอะบูซัยยาฟ ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่มีชื่อในเรื่องการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่

ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายในทางยุทธศาสตร์

ภายใต้แผนบายานิฮัน กองทัพฟิลิปปินส์ได้ปรับเปลี่ยนภารกิจของตน “เพื่อปฏิบัติการสนับสนุนในการบรรลุสันติภาพเพื่อช่วยให้ประชาชนฟิลิปปินส์สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและสันติภาพอันเที่ยงแท้และยาวนาน” คำว่า “ปฏิบัติการสนับสนุน” ถูกนำมาใช้เพื่อเน้นบทบาทของกองทัพฟิลิปปินส์ภายใต้บายานิฮัน ภารกิจนี้มุ่งเน้นความสำคัญในการให้รัฐบาลพลเรือนเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ สิ่งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ขั้นสุดท้าย นั่นก็คือขีดความสามารถของภัยคุกคามจากอาวุธภายในประเทศนั้นลดลงจนถึงระดับที่ไม่สามารถคุกคามเสถียรภาพของประเทศได้อีกต่อไป และเจ้าหน้าที่พลเรือนจะมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและความผาสุกของประชาชนฟิลิปปินส์

ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จากจากการบรรลุวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  • มีส่วนร่วมในการสร้างความสำเร็จของกระบวนการสันติภาพ
  • กำหนดให้กองกำลังติดอาวุธโดยอาชีพปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนในระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคง
  • เอาชนะกลุ่มอะบูซัยยาฟ และกลุ่มแนวร่วมติดอาวุธต่าง ๆ ที่สร้างภัยคุกคาม
  • มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกองทัพประชาชนใหม่ แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่สร้างภัยคุกคาม
  • มีส่วนร่วมในการกำหนดเงื่อนไขสำหรับเจ้าหน้าที่พลเรือนในการรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความผาสุกของประชาชนในท้องถิ่นของตน
  • สนับสนุนการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมในเชิงพัฒนา การบริหารจัดการการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและกิจกรรมการบังคับใช้กฎหมาย

ด้วยวิธีการและแรงจูงใจต่าง ๆ กันของบรรดากลุ่มติดอาวุธที่สร้างภัยคุกคาม หนทางในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับกลุ่มอะบูซัยยาฟ ด้วยนโยบายการไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายที่ต้องการคือความพ่ายแพ้ของกลุ่มโดยเด็ดขาด สำหรับแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ โครงการต่าง ๆ ของกองทัพฟิลิปปินส์จะมุ่งเน้นการแก้ไขประเด็นที่ทำให้มีการต่อสู้ด้วยอาวุธ เพื่อให้ผู้ก่อความไม่สงบละทิ้งความพยายามในการต่อสู้ด้วยอาวุธและเข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลในที่สุด สำหรับกลุ่มที่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนอย่างแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร ผลลัพธ์ระดับชาติขั้นสุดท้ายที่วางแผนไว้คือการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองภายในขอบเขตรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์

แนวคิดเกี่ยวกับบายานิฮัน

กระบวนทัศน์ใหม่ของบายานิฮันในการดำเนินการปฏิบัติการคือ “การบรรลุสันติภาพมากกว่าการเอาชนะข้าศึก” นอกเหนือจากเป้าหมายเร่งด่วนในการลดขีดความสามารถในการติดอาวุธของกลุ่มภัยคุกคามแล้ว กองทัพฟิลิปปินส์จะมุ่งเน้นการปฏิบัติการทางทหารที่จะส่งผลระยะยาวต่อวิถีชีวิตและความผาสุกของผู้คนโดยให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบสุขอย่างแท้จริง บายานิฮันจะต้องได้รับการค้ำจุนจากแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สองประการ ได้แก่ แนวทางความร่วมมือของคนทั้งชาติและแนวทางปฏิบัติที่มุ่งเน้นที่ประชาชน

แนวทางความร่วมมือของคนทั้งชาติจะต้องประกอบไปด้วยการมีส่วนร่วมและความเกี่ยวข้องอย่างแข็งขันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเพื่อบรรลุสันติภาพและความมั่นคง ประเด็นสำคัญคือการยอมรับว่าวิธีการแก้ปัญหาทางทหารเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสันติภาพและความมั่นคงภายใน บายานิฮันมุ่งเน้นแนวคิดเรื่องความมั่นคงที่ใช้ร่วมกันได้ไม่เพียงแต่ในหมู่กองกำลังรักษาความมั่นคงและหน่วยงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน่วยงานนอกภาครัฐและภาคอื่น ๆ ของสังคมอีกด้วย ตามแผนนี้จะถือว่าแม้แต่พลเมืองธรรมดาก็เป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญในการบรรลุสันติภาพและความมั่นคง ในบริบทนี้ บทบาทของกองทัพฟิลิปปินส์คือการปฏิสัมพันธ์อย่างแข็งขันกับพันธมิตรและหุ้นส่วนในการปรึกษาหารือและการเจรจา สร้างความร่วมมือ และสร้างสันติภาพและความมั่นคงในวงกว้าง

กลุ่มกองโจรของกองทัพประชาชนใหม่ยืนเรียงแถวในเทือกเขาเซียร์รามาเดร ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงมะนิลา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

แนวทางการรักษาความมั่นคงที่มุ่งเน้นที่ประชาชนหรือมนุษย์กำหนดให้สวัสดิภาพของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติการทางทหาร ความมั่นคงของมนุษย์ในขอบเขตที่กว้างขึ้นนั้นจะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและมองหาวิธีที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความปลอดภัย โดยพิจารณาจากความต้องการและความเป็นจริงในระดับรากหญ้า ในการบรรลุสันติภาพนั้น การปกป้องพลเรือนคือเป้าหมายที่ต้องการในท้ายสุด แนวความคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์มีองค์ประกอบหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม บุคคล ชุมชนและการเมือง ที่ต้องมีการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐทั้งหมด รวมทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

การปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดจะอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมสองประการ ประการแรกคือการยึดมั่นในอุดมการณ์ทางสิทธิมนุษยชน กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักนิติธรรม ประการที่สอง สิ่งสำคัญคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดจะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการบรรลุสันติภาพและความมั่นคงภายใน

ความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้จะส่งเสริมหนทางปฏิบัติของกองทัพฟิลิปปินส์ ประการแรก กองทัพฟิลิปปินส์จะมีส่วนร่วมในการยุติความขัดแย้งทางอาวุธทั้งหมดอย่างถาวรด้วยวิธีที่สันติ ซึ่งจะทำให้กองทัพฟิลิปปินส์เป็นผู้ที่ยึดมั่นในความสำคัญของกระบวนการแห่งสันติ ขีดความสามารถทางทหารจะใช้เฉพาะในสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เหมาะสมในพื้นที่เท่านั้น ที่สำคัญเท่า ๆ กันคือ กองทัพฟิลิปปินส์ยึดมั่นในข้อตกลงของรัฐบาลในเรื่องการยุติการสู้รบหรือการระงับกิจกรรมทางทหาร

ประการที่สอง แม้กองทัพฟิลิปปินส์จะให้ความสำคัญกับกระบวนการแห่งสันติภาพ แต่การปฏิบัติการทางทหารก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่คราวนี้ การปฏิบัติการทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมายจะมุ่งเน้นที่ส่วนติดอาวุธของกลุ่มที่สร้างภัยคุกคามโดยมิให้เกิดความเสียหายข้างเคียงแม้แต่น้อย ด้วยลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันของกลุ่มที่สร้างภัยคุกคามเหล่านี้ และผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายที่ต้องการในการจัดการกับแต่ละกลุ่ม วิธีการที่ใช้จึงต้องแตกต่างกันออกไป

เพื่อให้แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติล้มเลิกการสู้รบด้วยอาวุธและหันกลับไปใช้การเจรจา รัฐบาลจำเป็นต้องใช้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแรงกดดันทางกายภาพและทางสังคม การสร้างแรงกดดันทางกายภาพจะใช้การปฏิการสู้รบที่มุ่งเน้นข่าวกรอง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดี ในทางกลับกัน การสร้างแรงกดดันทางสังคมจะใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียหลายรายเพื่อสร้างแนวคิดหลักร่วมกันว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ในขณะที่สร้างแรงกดดัน รัฐบาลจะต้องมีกลไกที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้ก่อความไม่สงบมีทางออกและวางอาวุธและกลับเข้าสู่สังคมกระแสหลัก

สำหรับแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร ต้องมีการกำหนดวิธีการป้องปรามที่น่าเชื่อถือเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง นี่เป็นการสนับสนุนให้แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรปฏิบัติตามกระบวนการแห่งสันติอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง การป้องปรามที่น่าเชื่อถืออาจทำได้โดยการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพฟิลิปปินส์และความเต็มใจที่จะใช้กำลังอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อความพยายามใด ๆ ของแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรที่จะกลับไปทำการต่อสู้โดยใช้อาวุธ

การเอาชนะกลุ่มอะบูซัยยาฟอย่างเด็ดขาดสามารถทำได้โดยการทำให้กลุ่มนี้ถูกตัดขาดจากทุกฝ่ายเพื่อจะสามารถใช้กองกำลังทหารได้อย่างอย่างแม่นยำ การทำให้อะบูซัยยาฟถูกตัดขาดทำได้โดยการเปิดโปงความโหดร้ายป่าเถื่อนของกลุ่มก่อการร้ายนี้เพื่อปลุกระดมให้มีการประณามอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการดำเนินมาตรการเพื่อแบ่งแยกกลุ่มก่อการร้ายจากการสนับสนุนและอิทธิพลจากต่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันที่กลุ่มนี้จะต้องถูกแยกออกจากกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่สร้างภัยคุกคามในประเทศเพื่อป้องกันการปลูกฝังแนวคิดแบบหัวรุนแรง ผู้ก่อการร้ายจะต้องถูกปิดกั้นจากการสนับสนุนของมวลชนเพื่อให้คนเหล่านี้ขาดที่หลบภัยและการสนับสนุนจากประชาชน

พล.อ. เอดูอาร์โด อาโน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฟิลิปปินส์ และผู้กำกับดูแลด้านกฎอัยการศึก (ขวา) เป็นผู้นำในการชนกำปั้นกับเจ้าหน้าที่ทางทหารและเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงในระหว่างการไปเยือนค่ายทหารในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

ประการที่สามคือการสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพและการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับชุมชน ซึ่งจะมุ่งเน้นการดำรงรักษาสันติภาพและการพัฒนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ด้วยแนวทางความร่วมมือของคนทั้งชาติอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนของกองทัพฟิลิปปินส์ต่อโครงการต่าง ๆ ด้านการกำกับดูแลจะเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับประเทศเรื่อยไปจนถึงระดับรากหญ้าโดยเน้นการรักษาความสอดคล้องและความต่อเนื่องของนโยบาย การดำเนินการนี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในเรื่องการต่อต้านการก่อความไม่สงบที่ครอบคลุมโดยใช้ทั้งโครงการทางทหารและพลเรือนตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เจตจำนงพื้นฐานที่สำคัญคือการระบุและการแก้ไขปัญหาหลัก ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดการปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรงอย่างจริงจัง

ประการที่สี่ กองทัพฟิลิปปินส์ตระหนักดีว่าการดำเนินการตามแผนนี้จะประสบความสำเร็จได้ต้องใช้ความพยายามอย่างจริงใจในการปรับเปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติ ดังนั้น กองทัพฟิลิปปินส์จึงดำเนินโครงการตามแนวทางการปฏิรูปในภาคการรักษาความมั่นคงที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถ ความเป็นมืออาชีพและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการของกองทัพฟิลิปปินส์ ต้องมีการเน้นย้ำว่าการปฏิรูปที่จำเป็นจะทำให้กองทัพฟิลิปปินส์มีประสิทธิภาพในเชิงสถาบันมากขึ้นและมีความได้เปรียบในการต่อสู้กับภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงภายใน

สิ่งที่เราตระหนัก

ในการดำเนินงานหกปี แผนบายานิฮันทำให้เกิดผลลัพธ์ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ประการแรก การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองกับแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโรนั้นบรรลุผลสำเร็จ สิ่งที่ยังต้องทำคือการออกกฎหมายตามประเด็นที่ได้ตกลงกัน บายานิฮันยังสามารถเปลี่ยนพื้นที่ขัดแย้งให้เป็นพื้นที่สงบสุขโดยมีการประกาศว่า พื้นที่ 68 จังหวัดจากทั้งหมด 76 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติได้กลายเป็นพื้นที่สงบสุขและพร้อมสำหรับการพัฒนาต่อไป ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ได้กลับสู่ภาวะปกติและขณะนี้เจ้าหน้าที่พลเรือนสามารถรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในท้องถิ่น สำหรับกลุ่มอะบูซัยยาฟ กลุ่มนี้ยังคงถูกแบ่งแยกอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการที่จะทำลายล้างในที่สุด

หนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นนามธรรมคือ ขณะนี้เมื่อมีพื้นที่ที่มีความสงบสุขในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประชาชนมีมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อกองทัพอันเนื่องมาจากความเป็นมืออาชีพและประวัติในด้านสิทธิมนุษยชนที่ดีขึ้นมาก และกองทัพรวมถึงภารกิจของกองทัพก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

ประสบการณ์จากบายานิฮันนำมาซึ่งการเรียนรู้ที่สำคัญบางประการ ประการแรก การเตรียมความพร้อมให้กับกองกำลังรักษาความมั่นคงคือปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ กองทัพต้องเตรียมพร้อมที่จะรับบทบาทใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ กองทัพจำเป็นต้องมีคุณธรรมที่เหนือกว่าโดยอาศัยการปฏิรูปเชิงสถาบันหากต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ

เจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ที่ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในเมืองมาราวี เดินสวนสนามในระหว่างพิธีต้อนรับเจ้าหน้าที่เหล่านี้กลับบ้าน ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ในเมืองปาเซย์ ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงมะนิลา ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 รอยเตอร์

ประการที่สอง การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและการประสานงานระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือสิ่งจำเป็น หากไม่มีความพยายามร่วมกัน บายานิฮันก็คงเป็นแค่แผนการเท่านั้น การแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกำหนดแนวคิดด้านความมั่นคงที่ใช้ได้ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้สามารถระดมความพยายามที่เหนียวแน่นในระดับชาติเพื่อแก้ไขมูลเหตุของการก่อความไม่สงบ ธรรมาภิบาลและความเป็นผู้นำทางพลเรือนคือหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี การดำเนินงานตามแผนบายานิฮันจะต้องมีความยั่งยืน ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของความต่อเนื่องของนโยบายและยุทธศาสตร์ในระยะยาว การดำเนินงานตามแผนควรจะอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงผู้นำทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร

วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ล่าสุดที่เกิดขึ้นทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามได้พัฒนาไปเป็นปัญหาระดับโลกที่อยู่เหนือการควบคุมของประเทศใดประเทศหนึ่ง ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในท้องถิ่นที่สร้างภัยคุกคามและผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศทำให้พลวัตในการก่อความไม่สงบภายในประเทศเปลี่ยนไป หากต้องการที่จะแก้ไขความกังวลด้านความมั่นคงอย่างครอบคลุม การทำงานร่วมกันที่มากขึ้นระหว่างรัฐบาล องค์กรระดับโลกและระดับภูมิภาค และประชาสังคมพลเรือนคือสิ่งจำเป็น ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันในฐานะประชาคมโลกที่มีความเข้าใจร่วมกันและมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน เมื่อภัยคุกคามความมั่นคงต่าง ๆ พัฒนาไปเป็นปัญหาระดับโลก ความต้องการกระบวนทัศน์ที่สามารถจัดการกับภัยคุกคามในยุคโลกาภิวัตน์ได้ก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ดังนั้น แนวคิดในเรื่อง “บายานิฮันในระดับโลก” จึงเป็นสิ่งที่ตรงประเด็น

หุ้น