การรับมือกับ ความวุ่นวายภาย ในประเทศ

การรับมือกับ ความวุ่นวายภาย ในประเทศ

ความแตกต่างในประเทศสร้างความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมให้แก่อินเดีย แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความแตกแยกที่อาจกลายเป็นความท้าทายต่อการรักษาสันติภาพภายในประเทศ

นายสาโรช บานา

ภาพโดย ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

สำหรับประเทศที่มีสถานะเป็นอนุทวีป มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 3.29 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรที่มีความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่ออาศัยอยู่อย่างหนาแน่นถึง 1.28 พันล้านคน และต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามถึงสองฝ่ายที่กระหายสงครามตามแนวชายแดน ถือได้ว่าอินเดียเป็นประเทศที่แข็งแกร่งมากทีเดียวเมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา

นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี พ.ศ. 2490 อินเดียก็หลุดออกจากกรอบเดิม ๆ และเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในปัจจุบัน โดยสามารถไล่ทันอดีตเจ้าอาณานิคมได้ในปี พ.ศ. 2559 เมื่ออินเดียกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหกของโลก ด้วยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 75 ล้านล้านบาท)

แม้ว่าจะถอนตัวออกไปแล้ว แต่อังกฤษก็ได้ทิ้งมรดกที่น่าขมขื่นเอาไว้ข้างหลัง เพราะการมอบเอกราชคืนแก่อินเดียนั้นมาพร้อมกับการแบ่งอดีตอาณานิคมแห่งนี้ออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดียที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู และปากีสถานที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และนับแต่นั้นเป็นต้นมาทั้งสองประเทศก็ได้ทำสงครามกันแล้วถึงสี่ครั้ง ได้แก่ ช่วงที่มีการแบ่งประเทศในปี พ.ศ. 2490 และในปี พ.ศ. 2508, 2514 และ 2542 ตามลำดับ โดยสงครามสามครั้งมีชนวนเหตุจากการแย่งชิงรัฐชัมมูและกัศมีร์ที่คั่นอยู่ระหว่างอินเดียและปากีสถาน ในขณะที่สงครามเมื่อปี พ.ศ. 2508 ทำให้ปากีสถานตะวันออกประกาศเอกราชและแยกตัวออกมาเป็นประเทศบังกลาเทศ

นายนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย (กลาง) เดินทางมาถึงรัฐสภาอินเดียในกรุงนิวเดลีในวันเปิดการประชุมงบประมาณแผ่นดิน เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2560

ความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างอินเดียและปากีสถานก่อให้เกิดความตึงเครียดแก่ทั้งสองฝ่าย รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับกองทัพ ในขณะที่ประชากรหลายล้านต้องอยู่อย่างยากจนข้นแค้น เมื่อชาติมหาอำนาจอย่างจีนเข้าข้างปากีสถานในความขัดแย้งนี้ อินเดียจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ถึง พ.ศ. 2561 รัฐบาลอินเดียได้จัดสรรงบประมาณกลางมูลค่า 4.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท) เพื่อการป้องกันประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็จัดสรรงบเพื่อการสาธารณสุขเป็นจำนวน 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 2.4 แสนล้านบาท) เพื่อการศึกษา 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ(หรือประมาณ 3.9 แสนล้านบาท) เพื่อสตรีและเด็ก 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 9.1 แสนล้านบาท) และเพื่อการเกษตร 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 9.4 แสนล้านบาท) นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้รับงบประมาณอีก 1.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

กองทัพอินเดียและปากีสถานตรึงกำลังพร้อมรบอย่างถาวรที่ธารน้ำแข็งเซียเชนซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 5,400 เมตร และได้ชื่อว่าเป็น “สมรภูมิที่สูงที่สุดและหฤโหดที่สุดในโลก” ซึ่งทหารจำนวนมากต้องมาจบชีวิตที่นี่ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะลูกกระสุน แต่เป็นเพราะสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี บางครั้งอุณหภูมิอาจลดต่ำลงถึง -45 องศาเซลเซียส ในขณะที่กำลังทหารของปากีสถานสามารถเข้าถึงธารน้ำแข็งเซียเชนได้โดยใช้ถนนที่สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของจีน แต่ทหารอินเดียต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์เท่านั้นจึงจะเข้าสู่สมรภูมิแห่งนี้ได้ แม้แต่ปืนใหญ่และเสบียงก็ยังต้องขนส่งทางอากาศ และทหารอินเดียก็ใช้เรดาร์และอากาศยานไร้คนขับในการตรวจการณ์

ทหารจีนยังรุกล้ำผ่านเทือกเขาหิมาลัยเข้ามาในพื้นที่โดยเจตนาเพื่อล้อมรั้วและข่มขวัญทหารอินเดียและชาวบ้านเป็นครั้งคราว และบางครั้งถึงกับสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์และสถานีสื่อสาร นอกจากนี้ รัฐชัมมูและกัศมีร์ที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาอันงดงามยังถูกโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายที่แทรกซึมเข้าพื้นที่โดยมีปากีสถานหนุนหลัง

ภัยคุกคามภายในประเทศ

อินเดียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างที่ไม่มีประเทศใดจะมาเทียบได้ และก่อให้เกิดความหลากหลายในสังคมอย่างน่าอัศจรรย์จนนำไปสู่ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมและมรดกของชาติ แต่บางครั้งความหลากหลายและความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ก็เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ทำให้เกิดความขัดแย้งและไม่ลงรอยกัน แม้ว่าจะเกิดไม่บ่อยนักและมักจะเกิดขึ้นในบางพื้นที่เท่านั้น แต่ความรุนแรงระหว่างกลุ่มต่างศาสนาก็ได้ปะทุขึ้นเมื่อกลุ่มชาวฮินดูที่คลั่งศาสนาได้บุกทำลายมัสยิดบาบรีที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 (พ.ศ. 2243-2342) ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2535 จนนำไปสู่กระแสฟื้นฟูกลุ่มฮินดูสายนักรบ และการตอบโต้ด้วยการลอบวางระเบิดใน เมืองมุมไบหลายครั้งโดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงเพียงสามเดือนหลังจากเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้ การที่ผู้แสวงบุญชาวฮินดูถูกเผาทั้งเป็นบนขบวนรถไฟในรัฐคุชราตในปี พ.ศ. 2545 ยังเป็นชนวนที่นำไปสู่การแก้แค้นชาวมุสลิมในรัฐดังกล่าว

ในเหตุการณ์ความขัดแย้งเหล่านี้ พลเรือนคือผู้ที่รับเคราะห์มากกว่ากลุ่มหัวรุนแรงหรือกองกำลังรักษาความมั่นคง เหตุการณ์ความรุนแรงอันเป็นผลจากการแบ่งแยกดินแดนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมาทำให้มีผู้เสียชีวิตในรัฐชัมมูและกัศมีร์ถึง 44,197 คน ซึ่งเป็นพลเรือน 14,748 คน กองกำลังรักษาความมั่นคง 6,284 นาย และผู้ก่อการร้าย 23,165 คน ตามการประมาณการของศูนย์ข้อมูลการก่อการร้ายในเอเชียใต้ที่ดำเนินการโดยสถาบันบริหารความขัดแย้งในกรุงนิวเดลี

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา กลุ่มหัวรุนแรงซ้ายจัดในประเทศได้สังหารผู้คนไปราว ๆ 13,312 คน โดยในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 7,640 คน เจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง 2,612 นาย และผู้ก่อการร้าย 3,060 คน เจตนารมณ์ที่ป่าเถื่อนนี้ดำเนินมายาวนานโดยกลุ่มนาซาไลต์ที่ได้รับการชี้นำจากกลุ่มกบฏลัทธิเหมาซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินที่พยายามจะช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่และท้าทายผู้มีอำนาจ กลุ่มหัวรุนแรงนาซาไลต์เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ป่าเขาด้อยพัฒนาของรัฐเบงกอลตะวันตก รัฐมหาราษฏระ รัฐมัธยประเทศ รัฐฌารขัณฑ์ รัฐโอริศา รัฐฉัตตีสครห์ รัฐอานธรประเทศ และรัฐเตลังคานา

ทหารอินเดียเดินสวนสนามเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติอินเดียที่กรุงนิวเดลี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560

การก่อความไม่สงบก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่หลายรัฐจากทั้งหมดแปดรัฐที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือที่มีทิวทัศน์งดงามซึ่งเชื่อมต่อกับส่วนที่เหลือของประเทศผ่านแผ่นดินแคบ ๆ ที่ล้อมรอบด้วยประเทศเนปาล ภูฏานและบังกลาเทศ ส่วนทิศเหนือมีพรมแดนติดต่อกับทิเบตและจีน และทางทิศตะวันออกติดกับพม่า มีรายงานว่ามีกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มก่อความไม่สงบเคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาคนี้ถึง 94 กลุ่ม โดยส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่จะแยกตัวออกจากอินเดียตามเขตแดนของกลุ่มชาติพันธุ์ของตน ในจำนวนนี้มีกลุ่มย่อยสองกลุ่มของสภาสังคมนิยมชาตินิยมแห่งนาคาแลนด์ที่ต้องการจะสถาปนา “นาคาแลนด์ที่ยิ่งใหญ่” ที่ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐเพื่อนบ้านที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวนาคาและพื้นที่ใกล้เคียงในพม่า

แนวร่วมสมาพันธ์กู้ชาติแห่งอัสสัมได้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยรัฐอัสสัมให้เป็นเอกราชจากอินเดียมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ขณะที่แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติโบโดแลนด์จากรัฐเดียวกันก็ต่อสู้เพื่ออธิปไตยของดินแดนโบโดแลนด์ทางเหนือของแม่น้ำพรหมบุตร นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ กองทัพพยัคฆ์ปลดปล่อยการ์บีที่ต้องการปลดปล่อยรัฐการ์บีจากอัสสัม กลุ่มแนวร่วมพยัคฆ์มุสลิมปลดปล่อยอัสสัมได้ปฏิบัติการร่วมกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ขณะที่องค์การปลดปล่อยกามตาปุระก็ใช้กำลังติดอาวุธเพื่อแยกรัฐกามตาปุระออกจากอัสสัม

พัฒนาการที่น่ากังวลคือการที่กลุ่มกบฏแต่ละกลุ่มร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่กลุ่มเหล่านี้มองว่าเป็นศัตรูร่วมกันใน “อาณานิคมอินเดีย” ตัวอย่างเช่น กลุ่มแนวร่วมสมาพันธ์กู้ชาติแห่งอัสสัม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติโบโดแลนด์ องค์การปลดปล่อยกามตาปุระ และกลุ่มของสภาสังคมนิยมชาตินิยมแห่งนาคาแลนด์ ได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อกลุ่มแนวร่วมสมาพันธ์กู้ชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฝั่งตะวันตก เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลการก่อการร้ายในเอเชียใต้ประมาณการว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา การก่อความไม่สงบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียน่าจะทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น 21,472 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 10,262 คน เจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง 2,737 นาย และผู้ก่อการร้าย 8,473 คน

ความมั่นคงแห่งรัฐ

ภายใต้รัฐธรรมนูญของอินเดีย การรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ของรัฐบาลกลาง และรัฐบาลแห่งรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคงตามผลการประเมินภัยคุกคามของหน่วยงานความมั่นคง นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังทำหน้าที่สนับสนุนและส่งข่าวกรองและข้อมูลภัยคุกคามให้แก่รัฐบาลของแต่ละรัฐเมื่อจำเป็น

ดังนั้น ปัญหาความมั่นคงภายในของอินเดียจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรอบด้านในทุกมิติและทุกระดับ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

เนื่องจากอินเดียไม่ได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ดังนั้นจึงมีการบุกรุกเข้ามาในรัฐต่าง ๆ ตามแนวชายแดน เช่น การบุกรุกเข้ามาในรัฐชัมมูและกัศมีร์ รัฐปัญ จาบ รัฐราชสถานและรัฐคุตราชจากทางปากีสถาน การบุกรุกเข้ามาในรัฐอุตตรประเทศและรัฐพิหารจากทางเนปาล การบุกรุกเข้ามาในรัฐชัมมูและกัศมีร์ รัฐอุตตราขัณฑ์และรัฐอรุณาจัลประเทศจากทางจีน การบุกรุกเข้ามาในรัฐพิหารและรัฐเบงกอลตะวันตกจากทางบังกลาเทศ และการบุกรุกเข้ามาในรัฐนาคาแลนด์ รัฐมณีปุระ และรัฐมิโซรัมจากทางพม่า นอกจากแนวชายฝั่งที่มีความยาว 7,517 กิโลเมตรรวมทั้งดินแดนที่เป็นเกาะแล้ว อินเดียยังมีชายแดนทางบกเป็นระยะทางถึง 15,107 กิโลเมตร โดยเป็นชายแดนติดต่อกับบังกลาเทศ 4,097 กิโลเมตร ติดต่อกับจีน 3,488 กิโลเมตร ติดต่อกับปากีสถาน 3,323 กิโลเมตร ติดต่อกับเนปาล 1,751 กิโลเมตร ติดต่อกับพม่า 1,643 กิโลเมตร ติดต่อกับภูฏาน 699 กิโลเมตร และติดต่อกับอัฟกานิสถาน 106 กิโลเมตร

ผู้ก่อการร้ายที่ขาดหลักนิยมแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ใช้วิธีการซ่อนพรางและพกพาอาวุธปืนหลายขนาด บางครั้งก็รวมถึงระเบิดมือและระเบิดแสวงเครื่อง กำลังก่อให้เกิดหายนะทุกที่ที่เข้าโจมตี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 กลุ่มหัวรุนแรงชาวปากีสถานได้เข้าโจมตีฐานทัพอากาศของอินเดียที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาในเมืองปาทานกฎ รัฐปัญจาบ และรักษาที่มั่นไว้ได้นานถึง 17 ชั่วโมง การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมเจ็ดคน โดยหกคนเป็นเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศ การปฏิบัติการตรวจค้นและสังหารที่ดำเนินต่อเนื่องกันนานห้าวันไม่สามารถระบุได้ว่ามีคนร้ายสี่หรือหกคนกันแน่ จนกระทั่งพบศพคนร้ายหกคน

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น กลุ่มหัวรุนแรงที่มีจำนวนสามคนได้ข้ามชายแดนเข้ามาโจมตีเมืองปัมปอร์ในรัฐกัศมีร์ โดยสังหารเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงสี่นายและพลเรือนหนึ่งคน ก่อนจะหนีจากที่เกิดเหตุและเข้าไปหลบในสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการเจแอนด์เค ซึ่งกลุ่มหัวรุนแรงดังกล่าวได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงที่ใช้ปืนใหญ่และอาวุธอื่น ๆ เป็นเวลานานกว่า 48 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 10 นายก่อนที่กลุ่มหัวรุนแรงจะถูกยิงเสียชีวิต

การแก้ปัญหาชายแดน

หน่วยงานระดับชาติและระดับรัฐต่างเร่งวางแผนเพื่อเพิ่มการรักษาความมั่นคงและเสริมความเข้มข้นของข่าวกรองและมาตรการตอบโต้ แต่ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่านักรบหัวรุนแรงสองคนจากปากีสถานได้เข้าโจมตีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการเจแอนด์เคเป็นครั้งที่สองในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ทหารหนึ่งนายและตำรวจอีกหนึ่งนายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่ผู้ก่อการร้ายยิงออกมาจากอาคาร คนร้ายสามารถต้านทานจรวดและกระสุนที่หน่วยคอมมานโดของกองทัพบกระดมยิงเข้าใส่อยู่ได้นานถึง 56 ชั่วโมงก่อนจะถูกปลิดชีพในที่สุด และอาคารรัฐบาลสูงเจ็ดชั้นและมีห้องต่าง ๆ ถึง 60 ห้องก็เหลือแต่ซาก

คณะกรรมการกลางเสนอให้ทำการตรวจสอบความมั่นคงของที่ตั้งทางทหารของทั้งสามเหล่าทัพเป็นระยะ ๆ หลังจากตรวจสอบระเบียบปฏิบัติประจำแล้ว นอกจากนี้คณะกรรมการยังเสนอให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานในการรักษาความปลอดภัยที่อาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยและวางกำลังชุดตอบโต้เร็วตามฐานทหารที่ “มีความเสี่ยงสูง” คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งซึ่งดูแลประเด็นการป้องกันชายแดนได้เสนอให้ดำเนินมาตรการเพื่อยกระดับความมั่นคงและแก้ไขจุดบกพร่องของรั้วตลอดแนวชายแดนอินเดียและปากีสถาน

ทหารกองทัพบกอินเดียชี้ตำแหน่งของกบฏให้กับเพื่อนทหารในระหว่างการยิงต่อสู้ในเมืองชาดูรา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองศรีนครไปทางใต้ราว ๆ 25 กิโลเมตร ในดินแดนกัศมีร์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560

นายคีเรน ริจิจู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของอินเดียได้แถลงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับแผนการก่อสร้าง “รั้วอัจฉริยะ” ในภูมิประเทศที่ทุรกันดารและบริเวณแม่น้ำลำธารหรือหนองบึงที่ไม่สามารถติดตั้งรั้วปกติได้ รั้วอัจฉริยะดังกล่าวจะประกอบด้วยสิ่งกีดขวางที่ไม่ใช่ทางกายภาพ เช่น กำแพงเลเซอร์ กล้องวงจรปิด และเรดาร์ตรวจจับคลื่นเสียงจากการสั่นสะเทือน นอกจากนี้ยังต้องอุดช่องว่างในพื้นที่ชายแดน ติดตั้งโคมไฟสนามและเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ก่อสร้างด่านตามแนวชายแดนและตัดถนน ตลอดจนนำอุปกรณ์ตรวจการณ์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและการลาดตระเวนเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาใช้ แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ก็ยังพบว่ามีกรณีที่ทหารจีนรุกล้ำเข้ามาทำลายหลุมหลบภัยของอินเดีย รวมถึงทำลายและแม้กระทั่งเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ตรวจการณ์ของฝ่ายอินเดียไปที่อื่น

ดร.สุพัช พามรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงต่อรัฐสภาว่าการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและการพัฒนาขีดความสามารถทางการรบของกองทัพเพื่อจัดการกับความท้าทายด้านความมั่นคงในทุกมิติเป็นกระบวนการต่อเนื่อง “การจัดซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนจะดำเนินไปตามแผนบูรณาการระยะยาว แผนจัดซื้อประจำปีและในระยะห้าปี และแผนการป้องกันประเทศฉบับที่ 12” ดร.พามรีอธิบาย อินเดียมีทหารบกประจำการ 1.2 ล้านนาย กำลังพลในกองทัพอากาศ 140,139 นาย และกองทัพเรือ 67,109 นาย

มีการจัดตั้งเครื่องมือรักษาความมั่นคงแบบหลายชั้นเพื่อดำเนินปฏิบัติการทั้งในส่วนกลาง ในรัฐต่าง ๆ และตามแนวชายแดน กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รับผิดชอบเสถียรภาพของชาติ ดังนั้นจึงเป็นหน่วยงานกลางในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในประเทศผ่านทางหน่วยงานใต้บังคับบัญชาต่าง ๆ ที่มีบทบาททั้งในด้านการป้องกัน การกำกับดูแลและการสืบสวน กองกำลังตำรวจแห่งชาติทั้งเจ็ดหน่วยภายใต้กระทรวงมหาดไทยมีจำนวนกว่า 1.3 ล้านคน และประกอบไปด้วยกองกำลังรักษาความมั่นคงแห่งชาติ กองกำลังตำรวจกองเกินแห่งชาติ กองกำลังตำรวจรักษาความมั่นคงภาคอุตสาหกรรมแห่งชาติ กองกำลังรักษาความมั่นคงชายแดน ตำรวจตระเวนชายแดนอินเดียทิเบต กำลังรบกึ่งทหารแห่งอัสสัม และกองกำลังติดอาวุธรักษาชายแดน กองกำลังสี่หน่วยสุดท้ายมีอำนาจหน้าที่จำเพาะในการจัดการปัญหาชายแดน และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ต่อต้านการก่อความไม่สงบอยู่เป็นประจำ

สภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานฝ่ายบริหารของรัฐบาล ได้ให้คำแนะนำแก่สำนักนายกรัฐมนตรีในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ การบูรณาการการจัดทำนโยบาย และการวิเคราะห์ข่าวกรองในระดับชาติ หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในประเทศ ได้แก่ หน่วยข่าวกรองด้านสรรพากร สำนักงานศุลกากรและสรรพสามิตกลาง และกองกำลังพิทักษ์ทางรถไฟ

จากความหลากหลายอย่างยิ่งในประเทศอย่างที่เป็นอยู่ อินเดียยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมาย แต่อินเดียก็มีความก้าวหน้าเป็นลำดับในการรักษาสันติภาพภายในประเทศ รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม กองทัพและกองกำลังรักษาความมั่นคงของอินเดียจะยังคงเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาโดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในรัฐบาล

หุ้น