การอนุรักษ์วัฒนธรรมของเกาะในแปซิฟิกท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การอนุรักษ์วัฒนธรรมของเกาะในแปซิฟิกท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รอยเตอร์

นางเคที เจ็ตนิลไคจิเนอร์ กำลังสร้างกองทัพที่ไม่เหมือนใครเพื่อปกป้องบ้านเกิดของตนที่เป็นพื้นที่เกาะราบลุ่มจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์ซึ่งเป็นทั้งกวี ศิลปินและอาจารย์ประจำวิทยาลัยแห่งหมู่เกาะมาร์แชลล์ กำลังมองหาเยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีความกระตือรือร้นในหมู่บ้านต่าง ๆ ของประเทศที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อฝึกให้คนเหล่านี้ขอรับเงินอุดหนุนเพื่อนำมาช่วยครอบครัวให้รับมือกับสภาพอากาศที่นับวันจะเลวร้ายลงรวมทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และค้นหาวิธีใหม่ ๆ ในการปกป้องชุมชนและวัฒนธรรมที่เสี่ยงต่อการสาบสูญ

“เรื่องที่เราเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือการสูญเสียวัฒนธรรม เราผูกพันกับแผ่นดินของเรามาก เรารู้จักแนวปะการังทุกแห่งและรู้เรื่องราวความเป็นมาของมัน และรู้ว่ามีปลาอะไรอาศัยอยู่บ้าง ถ้าเราต้องสูญเสียแนวปะการังเหล่านี้ไป นั่นหมายความว่าเราต้องสูญเสียเรื่องราวและความรู้ทั้งหมดที่มี” นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์

กล่าว “โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องความรู้ดังกล่าว และรักษาไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง”

นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนของสาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แซลล์ที่เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับสภาพอากาศที่จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2559 นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์เริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2557 เมื่ออ่านกลอนบทหนึ่งซึ่งเป็นจดหมายที่ตนบรรจงเขียนด้วยหัวใจถึงลูกสาวตัวน้อยนามว่า มาทาเฟเล เปเนม ในระหว่างการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นิวยอร์ก ซึ่งมีเลขาธิการสหประชาชาติเป็นประธาน

นางเคที เจ็ตนิลไคจิเนอร์ (ขวา) ซึ่งเป็นกวี และนางมิลาน โลอีค นักรณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เดินไปตามชายหาดขณะที่น้ำลงที่เกาะปะการังมาจูโร ในหมู่เกาะมาร์แชลล์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์ที่ปัจจุบันมีอายุ 28 ปี มีบทกวีที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 และเป็นบุตรสาวของนางฮิลดา เฮน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศที่ได้ตำแหน่งในปี พ.ศ. 2559 นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์หวังว่าประสบการณ์ของชาวเกาะคนอื่น ๆ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประชาคมโลกเร่งหาทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และป้องกันไม่ให้ประเทศต่าง ๆ อย่างประเทศของตนถูกกลืนหายไปในทะเล

“เราคือคนที่ต้องอยู่กับประสบการณ์เหล่านี้” นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์กล่าว “ฉันตระหนักดีว่าบทกวีอาจจะฟังดูประหลาดในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่ดูเหมือนว่ามันจะได้ผล และฉันก็จะพยายามทำให้มันได้ผลมากขึ้นไปอีก”

น้ำท่วมและภัยแล้ง

นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์ระบุว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ตนสอนไม่ค่อยคิดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากนัก แต่สำหรับคนเหล่านี้และครอบครัวของตนเองนั้น ปัญหานี้เริ่มกลายเป็นที่เรื่องยากจะมองข้ามไปได้ ประเทศที่มีประชากรราว ๆ 53,000 คน และประกอบไปด้วยเกาะปะการังและเกาะน้อยใหญ่มากกว่า 1,000 เกาะแห่งนี้เพิ่งฟื้นตัวจากภัยแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่ตนจำความได้ นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์เล่าว่าในปี พ.ศ. 2557 ลูกพี่ลูกน้องของตนคนหนึ่งต้องสูญเสียบ้านที่อาศัยอยู่มาตลอดชีวิตในเหตุการณ์น้ำท่วม

สำหรับใครหลาย ๆ คน “มันเป็นอะไรที่เรารู้ว่าจะต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราไม่มีทางรู้ว่าคลื่นจะซัดขึ้นมาเมื่อไร แต่เราก็ต้อง เตรียมตัวให้พร้อม” นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์กล่าว “เมื่อมีการออกคำเตือนว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น ทุกคนต่างก็เป็นห่วงว่ากำแพงกันคลื่นจะต้านอยู่หรือไม่”

นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์กล่าวว่าแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี้ ส่งผลให้รัฐบาลที่มุ่งเน้นที่การพัฒนาประเทศมาตลอดเริ่มที่จะคิดถึงเรื่องอื่น

“นี่ไม่ใช่เรื่องการพัฒนาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการอนุรักษ์มากกว่า” นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์กล่าว “มันเปลี่ยนวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับประเทศของเรา เราจะเตรียมพร้อมอย่างไรเพื่ออนาคตของประเทศ”

ความเสี่ยงที่สาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลล์ จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเห็นได้อย่างชัดเจนจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศ ซึ่งเป็นแผ่นดินขนาด 181 ตารางกิโลเมตรที่ขณะนี้อยู่เหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 2 เมตร

ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นตัวการทำให้เกิด “คิง ไทด์” หรือคลื่นทะเลที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นที่ซัดสาดอยู่เป็นประจำทั่วทั้งเกาะ รวมทั้งคลื่นพายุซัดฝั่งที่รุนแรงมากขึ้น จนส่งผลให้ถนนหนทางและบ้านเรือนต้องจมอยู่ใต้น้ำบ่อยครั้งขึ้น ทำให้บ้านบางหลังถล่มหรือถูกทิ้งร้าง

บรรดานักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 2 เมตรภายในปี พ.ศ. 2643 หรือก่อนหน้านั้นเมื่อพิจารณาจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ชาวมาร์แชลล์บางส่วนได้อพยพไปอยู่รัฐฮาวายและที่อื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกาตามหลังเพื่อนร่วมชาติที่อพยพออกไปก่อนหน้านี้จนกลายเป็นชุมชนชาวมาร์แชลล์ในต่างประเทศที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ความเปลี่ยนแปลงที่นักเรียนของนาง

เจ็ตนิลไคจิเนอร์เห็นทำให้คนเหล่านี้รู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ในค่ายศิลปะเยาวชนที่นาง

เจ็ตนิลไคจิเนอร์จัดขึ้น มีภาพวาดภาพหนึ่งเป็นภาพอาคารรัฐสภาในกรุงมาจูโรจมอยู่ใต้น้ำ บทกวีจำนวนมากที่เยาวชนที่มาเข้าค่ายเขียนขึ้นโดย “ออกมาจากความหวาดกลัวว่าจะต้องสูญเสียวัฒนธรรมและเกาะของพวกตนไป” นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์กล่าว
“เยาวชนเหล่านี้ไม่รู้ว่าจะเอาความกลัวนั้นมาใช้อย่างไร นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราพยายามจะสนับสนุนคนเหล่านี้” นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์กล่าว “เยาวชนเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น”

นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์เล่าต่อว่าตอนนี้ในโรงเรียนทั่วหมู่เกาะมาร์แชลล์ ครูกับนักเรียนกำลังอภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กลุ่ม “ผู้พิทักษ์โลก” ของนางเจ็ตนิลไคจิเนอร์ซึ่งเป็นเยาวชนที่ได้รับการฝึกอบรมโดยกลุ่ม “โจจิคุม” ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อเยาวชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์ตั้งขึ้น เยาวชนเหล่านี้ได้รับการสอนให้มีทักษะต่าง ๆ ที่นำไปปฏิบัติได้จริง รวมถึงวิธีการที่ซับซ้อนในการขอรับทุนสนับสนุนสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

“หลายคนรู้สึกว่าวันหนึ่งเราก็ต้องย้ายไปอยู่ดี” นางเจ็ตนิลไคจิเนอร์ยอมรับ “เสียงจากภายนอกที่เด็ก ๆ เหล่านี้ได้ยินก็บอกอย่างนั้น แต่ฉันบอกคนเหล่านี้ว่ามันยังไม่จบ เรายังมีเวลาที่จะต่อสู้”

หุ้น