การเพิ่มความปลอดภัยแก่ อุปกรณ์อัจฉริยะ

การเพิ่มความปลอดภัยแก่ อุปกรณ์อัจฉริยะ

ารโจมตีทางไซเบอร์ล่าสุดโดยการควบคุมอุปกรณ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กล้องถ่ายรูป เครื่องบันทึกวิดีโอ เครื่องพิมพ์ เราเตอร์และลำโพง เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ของ “อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” หรือ ไอโอที

แต่ปัญหาสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวก็คือ มีอุปกรณ์ไม่มากนักที่ติดตั้งระบบเพื่อป้องกันการโจมตีโดยแฮกเกอร์ที่ใช้กลอุบายที่ไม่คุ้นเคย

“ความจริงอันโหดร้ายก็คือผู้ผลิตจำนวนมากไม่ใส่ใจการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เลย” นายเทรนต์ เทลฟอร์ด ประธานกรรมการบริหารของ โควาทา ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตกล่าว “สุดท้ายแล้วการรักษาความปลอดภัยจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก แต่กว่าจะถึงวันนั้นก็อาจจะสายเกินไปสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งในปัจจุบัน”

คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2563 จะมีอุปกรณ์จำนวนมากถึง 3 หมื่นล้านเครื่องที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และเป็นไปได้ว่าทั้งหมดอาจตกอยู่ในความเสี่ยง

เหตุการณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงอันตราย โดยอุปกรณ์ของผู้บริโภคหลายแสนเครื่องถูกควบคุมให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าบอตเน็ต และใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย เช่น เพย์แพล สปอติฟาย และทวิตเตอร์

ผู้เชี่ยวชาญการรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์กล่าวว่า นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็มีกลุ่มอุตสาหกรรมจำนวนไม่มากนักที่เริ่มให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัย
นายเรฟิติได้ก่อตั้งโครงการ “ไอโอทีเซ็ค ออสเตรเลีย” ขึ้นในปีนี้เพื่อทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ ในขณะที่มูลนิธิรักษาความปลอดภัยไอโอทีในสหราชอาณาจักรก็มีบริษัทผลิตชิปประมวลผลชื่อดังคือเออาร์เอ็ม รวมทั้งบริษัทหัวเว่ยและบริษัทฟิลิปส์เป็นสมาชิก

นายจอห์น มัวร์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกล่าวว่า เป้าหมายหลักของมูลนิธิคือการทำแนวทางปฏิบัติให้เข้าใจง่ายเพื่อให้วิศวกรได้อ่านจริง ๆ ขณะนี้มูลนิธิกำลังจะเผยแพร่คู่มือเล่มแรกที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ย่อเอกสารทางอุตสาหกรรมความยาว 300-400 หน้าลงมาจนเหลือเพียง 30 หน้า

สำหรับบริษัทเหล่านี้ “ความท้าทายไม่ได้มีแค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น” นายมัวร์กล่าว “คุณอาจจะเอาระบบรักษาความปลอดภัยใส่ลงไปได้ แต่คุณมีกระบวนการที่เหมาะสมแล้วหรือยัง คุณทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า”

รอยเตอร์

หุ้น