การเมืองและการแสวงหา ผลประโยชน์ใน พื้นที่ขั้วโลก

การเมืองและการแสวงหา ผลประโยชน์ใน พื้นที่ขั้วโลก

ชาติต่าง ๆ กำลังสร้างความร่วมมือในอาร์กติก แต่การเพิ่มกำลังทหารอาจทำให้สันติภาพตกอยู่ในความเสี่ยง

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศผลักดันให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรครั้งใหม่ในอาร์กติก ประเทศต่าง ๆ ดำเนินกลยุทธ์เพื่อเข้าควบคุมภูมิภาคนี้ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุ โดยมีเส้นทางใหม่ ๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายในอัตราที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ การที่น้ำแข็งในอาร์กติกละลายเร็วกว่าจุดอื่นในโลกราวสองเท่ายังอาจเปิดเส้นทางสัญจรทางน้ำที่สั้นลงระหว่างยุโรปตะวันตกและเอเชียตะวันออก และขยายโอกาสในการทำประมงเชิงพาณิชย์และการท่องเที่ยว บางคนเชื่อว่ามหาสมุทรอาร์กติกจะเริ่มไม่มีน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนตั้งแต่ พ.ศ. 2563 และภายในช่วงกลางถึงปลายศตวรรษมหาสมุทรแห่งนี้ก็อาจจะไม่มีน้ำแข็งเลยตลอดทั้งปี ซึ่งจะทำให้สามารถขุดเจาะน้ำมันซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 20 ของน้ำมันสำรองทั่วโลก

ด้วยเดิมพันที่ล่อใจ หลายประเทศได้เพิ่มการค้นคว้าวิจัย การสำรวจ การพัฒนาและการลงทุนอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ ตลอดจนการนำกำลังทหารเข้าไปประจำการในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้ใจและอาจเป็นสิ่งที่คุกคามสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคและทั่วโลก ตามที่ผู้เชี่ยวชาญระบุ

“กิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงการป้องกันการรั่วไหลของน้ำมัน การค้นหาและกู้ภัย และยังอาจรวมถึงการลักลอบขนของผิดกฎหมายและการโยกย้ายถิ่นฐาน” ดร.ไมเคิล ไบเยอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านอาร์กติกและศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา กล่าวกับ ฟอรัม

ประเทศในอาร์กติกทั้งแปดประเทศ ได้แก่ แคนาดา เดนมาร์ก (หมู่เกาะกรีนแลนด์และหมู่เกาะฟาโร) ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอรเวย์ รัสเซีย สวีเดนและสหรัฐฯ ต่างก็มีอาณาเขตอยู่ภายในเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล ในจำนวนนี้ มีห้าประเทศที่มีแนวชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกที่ต้องปกป้อง แต่ประเทศที่อยู่นอกอาร์กติกก็กำลังหาทางสร้างอิทธิพลในภูมิภาคนี้เช่นกัน

ปั้นจั่นกระจายอยู่ทั่วท่าเรือมูร์มันสค์ในดินแดนอาร์กติกของรัสเซียในทะเลแบเร็นตส์ รอยเตอร์

รัสเซียและเดนมาร์กได้ประกาศอำนาจอธิปไตยอย่างเป็นทางการเหนือพื้นดินใต้มหาสมุทรอาร์กติกส่วนที่ขยายออกมานอก เขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนซึ่งมีระยะ 200 ไมล์ทะเลจากแนวชายฝั่ง และแคนาดากำลังจะยื่นเรื่องเพื่อเรียกร้องสิทธิในส่วนที่ยื่นออกมาของไหล่ทวีปใน พ.ศ. 2561 การอ้างสิทธิในพื้นที่ที่ทับซ้อนกันซึ่งบางกรณีย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2468 และครอบคลุมไปถึงขั้วโลกเหนือ จะต้องได้รับการตัดสินตามข้อบัญญัติในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ซึ่งวางระเบียบในการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและดินแดนอาณาเขต และการให้สิทธิเด็ดขาดแก่ประเทศต่าง ๆ ในการขุดแร่และทรัพยากรจากใต้พื้นมหาสมุทรของไหล่ทวีปของประเทศนั้น ๆ

นอกจากนี้ การควบคุมพื้นที่บริเวณนี้ยังอาจทำให้เกิดความได้เปรียบทางทหารในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ยังไม่ได้อ้างสิทธิเหนือพื้นดินใต้มหาสมุทรอาร์กติก แต่กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการทำสงครามผิวน้ำในมหาสมุทรอาร์กติกที่กำลังเปลี่ยนไป

มหาสมุทรอาร์กติกมีแผ่นน้ำแข็งซึ่งบางส่วนหนาถึง 5 เมตร ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างยากลำบาก อย่างไรก็ตาม น้ำแข็งในอาร์กติกหายไปเร็วกว่าทุกที่บนโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งก็จะดูดซับความร้อนจึงยิ่งทำให้น้ำอุ่นเร็วขึ้น ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติของสหรัฐฯ รายงานว่า น้ำแข็งอาร์กติกในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 เล็กน้อยประกอบไปด้วยน้ำแข็งที่ซ้อนทับกันหลายชั้นเป็นเวลาหลายปีและอยู่ในสถานะของแข็งตลอดปี น้ำแข็งส่วนนี้เป็นส่วนที่ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้

หนึ่งในเส้นทางการค้าสายสำคัญที่เกิดขึ้นใหม่คือ เส้นทางเดินเรือทะเลเหนือ ซึ่งพาดผ่านอาณาเขตของประเทศรัสเซีย ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทางทิศเหนือจากทะเลคาราไปจนถึงช่องแคบเบริง เรือต่าง ๆ สามารถแล่นระหว่างท่าเรือริมมหาสมุทรอาร์กติกของรัสเซียกับนอรเวย์ได้หลายวันขึ้นในแต่ละปี การขนส่งสินค้าจากญี่ปุ่นไปยังเนเธอร์แลนด์ผ่านเส้นทางนี้จะย่นระยะทางลงได้เกือบ 3,900 ไมล์ทะเลเมื่อเทียบกับการสัญจรผ่านคลองสุเอซ ตามรายงานของสำนักข้อมูลเส้นทางเดินเรือทะเลเหนือในเมืองเมอร์มานสค์ ประเทศรัสเซีย เส้นทางที่สำคัญอีกสายหนึ่งคือเส้นทางเดินเรือสายตะวันตกเฉียงเหนือจากแคนาดาถึงฟินแลนด์ ซึ่งมีระยะทางสั้นกว่าเส้นทางเดิมที่ต้องผ่านคลองปานามาราว 1,000 ไมล์ทะเล

จีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในอาร์กติกมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากความสนใจในเส้นทางการค้าใหม่ ๆ และกิจกรรมต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นในแถบนี้ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างก็มีโครงการวิจัยขั้วโลกที่มาพร้อมกับเรือตัดน้ำแข็ง ตัวอย่างเช่น เรือสำหรับทำการศึกษาวิจัยของจีนที่มีชื่อว่า มังกรหิมะ ได้ออกสำรวจตามแนวไหล่ทวีปของสหรัฐฯ อย่างสม่ำเสมอ จีนวางแผนที่จะปรับปรุงกองเรือตัดน้ำแข็งของตน และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในอาร์กติก เช่น การขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลลึก บริษัทแห่งหนึ่งของจีนได้ซื้อโครงการเหมืองแร่เหล็กมูลค่า 2.35 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) ในกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก แต่ขณะนี้บริษัทดังกล่าวกำลังรอให้ราคาแร่ดีขึ้นก่อนที่จะทำการพัฒนาต่อไป ตามรายงานของรอยเตอร์ เหมืองแห่งนี้มีศักยภาพในการผลิตแร่ 15 ล้านตันต่อปีเพื่อส่งไปยังประเทศจีน

ประเด็นเกี่ยวกับอาร์กติกที่ต้องร่วมกันรับมือ

ประเทศอาร์กติกทั้งแปดประเทศได้ร่วมกันจัดตั้งสภาอาร์กติกขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ การประสานงานและการปฏิสัมพันธ์ในประเด็นเกี่ยวกับอาร์กติกที่ประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญร่วมกัน เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืนและการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สภาอาร์กติกยังมีประชากรรวมกันมากกว่า 4 ล้านคนที่อาศัยอยู่เหนือละติจูด 66 องศา โดยครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวรัสเซียและอีกราว 500,000 คนเป็นชาวพื้นเมือง

สภาอาร์กติกได้มอบสถานะผู้สังเกตการณ์ให้แก่ 13 ประเทศที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับมหาสมุทรอาร์กติก ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สิงคโปร์ สเปน สวิตเซอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังมีองค์กรระหว่างรัฐบาล องค์กรระหว่างรัฐสภาและองค์กรนอกภาครัฐอีก 26 องค์กรที่ได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ ซึ่งรวมถึงองค์กรที่เพิ่มเข้ามาใหม่อย่างองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกและสมาคมเนชันนัล จีโอกราฟิก สหภาพยุโรปและตุรกีก็ได้ยื่นคำร้องขอสถานะดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ในระหว่างการส่งมอบตำแหน่งประธานสภาจากสหรัฐฯ ให้ฟินแลนด์ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า “สภาอาร์กติกซึ่งเพิ่งฉลองครบรอบ 20 ปีไปเมื่อไม่นานนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นเวทีที่ขาดไม่ได้ในการแสวงหาความร่วมมือ ผมขอยืนยันว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นสมาชิกที่มุ่งมั่นของสภานี้ การได้เป็นประธานสภานับเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ความมุ่งมั่นของเราแข็งแกร่งขึ้นเพื่อสานต่องานของสภาในอนาคต”

คนงานกำลังคัดเลือกปลาแซลมอนที่โรงงานแปรรูปในท่าเรือมูร์มันสค์ในอาร์กติก ประเทศรัสเซีย
รอยเตอร์

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคนี้ยังคงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อการปกป้องโอกาสทางเศรษฐกิจ “ความกังวลด้านการทหารและเศรษฐกิจมีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งในอาร์กติก” นางสเตฟานี พีซาร์ด และเพื่อนร่วมงานหลายรายที่สถาบันวิจัยแรนด์ คอร์เปอเรชัน ระบุในรายงาน พ.ศ. 2560 เรื่อง “การดำรงความร่วมมือกับรัสเซีย” รายงานยังระบุว่า “และบางครั้งความกังวลเหล่านี้อาจทำให้นโยบายของรัสเซียแตกต่างไปจากชาติอื่น ๆ ในภูมิภาคอย่างชัดเจน”

การเตรียมความพร้อมทางทหารที่เพิ่มขึ้น

แม้จะดูเหมือนว่าทุกเรื่องของสภาอาร์กติกจะได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง และมีโอกาสทางการค้ามากมายสำหรับชาติอาร์กติกภายในพื้นที่ที่ปราศจากข้อพิพาทเรื่องอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้แต่ละประเทศยุติการนำกำลังทหารเข้ามาในภูมิภาคนี้ รัสเซียเป็นผู้นำในการเพิ่มกำลังทางทหาร และประเทศอาร์กติกส่วนใหญ่ก็มีฐานทัพอยู่ที่นี่ ยกเว้นฟินแลนด์กับไอซ์แลนด์

รัสเซียมีทรัพยากรทางทหารมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยฐานทัพหกแห่ง ท่าเรือน้ำลึก 16 แห่ง และสนามบิน 13 แห่ง อีกทั้งกำลังจะกลับมาเปิดฐานทัพเดิมที่มีอยู่ขึ้นมาใหม่และสร้างฐานทัพเพิ่มในพื้นที่ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 รัสเซียได้เปิดฐานทัพขนาด 36,000 ตารางกิโลเมตร ที่มีชื่อว่า อาร์กติก ทรีฟอยล์ บนหมู่เกาะฟรานซ์ โจเซฟแลนด์ ฐานทัพแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องน่านฟ้าของรัสเซียและทรัพยากรอื่น ๆ ในอาร์กติก ในระหว่างการสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 รัสเซียแสดงแสนยานุภาพทางการทหารด้วยการเปิดตัวระบบขีปนาวุธรุ่นใหม่ในอาร์กติกสองระบบ ได้แก่ ทอร์-เอ็มทูดีที และ แพนต์เซอร์-เอสเอ

ขณะที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในอาร์กติกจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป แต่ “อาร์กติกสำหรับรัสเซียมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออัตลักษณ์ประจำชาติของรัสเซีย” นายเออร์นี เรเกอร์ นักวิชาการอาวุโสด้านความมั่นคงในอาร์กติกจากมูลนิธิ เดอะไซมอนส์ ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนดา กล่าวกับ ฟอรัม “ปัจจุบัน อาร์กติกมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของรัสเซียและอาจมากขึ้นไปอีกในอนาคต และเส้นทางเดินเรือทางตะวันออกเฉียงเหนือก็เป็นสิ่งที่รัสเซียให้ความสนเป็นพิเศษในการพัฒนาภูมิภาคนี้ กองเรือตัดน้ำแข็งสุดพิเศษของรัสเซีย ระบบการค้นหาและกู้ภัยที่ครอบคลุม ตลอดจนขีดความสามารถทางการสู้รบที่น่าเกรงขามในซีกโลกเหนือ ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่ารัสเซียให้ความสำคัญมากเพียงไรกับการพัฒนาเศรษฐกิจและทรัพยากรทางตอนเหนือของประเทศ รวมถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องและแสวงหาผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคนี้”

การเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคก่อให้เกิดความกังวล ระดับความพร้อมทางทหารของรัสเซียในอาร์กติกนั้นยังห่างไกลจากระดับสงครามเย็น และไม่น่าจะวางกำลังในอาร์กติกในระดับเดียวกับกรณีอื่น ๆ เช่น ข้อพิพาทในรัฐบอลติก ตามรายงานของสถาบันวิจัยแรนด์ คอร์เปอเรชัน “แต่การเพิ่มกำลังทหารเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการกระทบกระทั่งและการยกระดับความรุนแรงโดยไม่เจตนา ไม่เฉพาะแต่ฝ่ายรัสเซียเท่านั้นแต่รวมถึงประเทศอาร์กติกอื่น ๆ ด้วย” นางพีซาร์ดจากสถาบันวิจัยแรนด์ คอร์เปอเรชันสรุป

“สภาอาร์กติกมุ่งเน้นที่การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอันยั่งยืน และยังคงเดินหน้าทำงานตามปกติ แม้ความตึงเครียดระหว่างองค์การนาโตและรัสเซียจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ความร่วมมือในด้านการค้นหาและกู้ภัยก็ยังคงดำเนินต่อไป” นายไบเยอร์ส ผู้เขียนหนังสือเรื่อง กฎหมายระหว่างประเทศและอาร์กติก ที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2556 โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าว ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความสัมพันธ์ที่ถดถอยลงอันเนื่องมาจากการรุกรานที่กำลังดำเนินอยู่ของรัสเซีย “การสื่อสารระหว่างกองทัพรัสเซียและกองทัพของประเทศอาร์กติกอื่น ๆ จึงอยู่ในภาวะวิกฤติ ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การละลายของน้ำแข็งรวมถึงการลงทุนและบทบาทที่มากขึ้นของรัสเซียและจีนในอาร์กติก ทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ของตนในอาร์กติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังขาดกลไกที่ใช้รับมือกับประเด็นความมั่นคง น่าเสียดายที่ไม่มีกลไกอย่างเป็นทางการเพื่อจัดการกับแนวโน้มในการเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ กฎบัตรในการก่อตั้งสภาอาร์กติกได้ห้ามไม่ให้สภาหารือกันในประเด็นความมั่นคง ทำให้สมาชิกแต่ละประเทศต้องจัดการกับการเคลื่อนไหวทางทหารเหล่านี้ด้วยวิธีการแบบทวิภาคี องค์การนาโตและรัสเซียไม่ได้หารือกันเกี่ยวกับการพัฒนาในอาร์กติก เมื่อไม่มีกลไกในการควบคุม ความเคลื่อนไหวทางทหารในอาร์กติกก็อาจถูกตีความผิดหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการทหาร นางเฮเธอร์ คอนลีย์ รองประธานอาวุโสของศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษากล่าวกับ ฟอรัม

การเสริมสร้างความร่วมมือ

เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ประเทศอาร์กติกทั้งหมดจึงเห็นพ้องกันว่าความร่วมมือระหว่างประเทศคือหัวใจสำคัญเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและสามารถสร้างความรุ่งเรืองและความมั่นคงในดินแดนขั้วโลกเหนือที่อยู่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม ยังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน ในฐานะประธานสภาอาร์กติก ฟินแลนด์มุ่งเน้นที่เสาหลักขององค์กร ซึ่งประกอบไปด้วยการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ การประเมินความปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน และการปกป้องสภาพแวดล้อมทางทะเล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางราย กำลังผลักดันให้สภามีกลไกที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง “หากปราศจากความสามารถในการคาดการณ์ ความโปร่งใสและความไว้วางใจ ความร่วมมือระหว่างประเทศในอาร์กติกก็จะไม่เกิดขึ้น” นางคอนลีย์สรุปในรายงาน พ.ศ. 2558 ของศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา เรื่อง “ม่านน้ำแข็งยุคใหม่: ยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่ออาร์กติก”

นายเรเกอร์จากมูลนิธิเดอะไซมอนส์ก็เห็นด้วยเช่นกัน “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาสถาบันหรือกลไกในการปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อกังวลและการสนับสนุนความมั่นคงร่วมกัน แต่มันจะเกิดขึ้นภายในขอบเขตของสภาอาร์กติกได้หรือไม่นั้นยังคงเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ ประโยชน์อันใหญ่หลวงข้อหนึ่งของการนำข้อกังวลและข้อควรพิจารณาด้านความมั่นคงไปหารือในสภาอาร์กติกคือ ชุมชนพื้นเมืองจะมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเพื่อการพิจารณาและตัดสินใจในประเด็นความมั่นคง”

ที่น่าประหลาดคือ ในระหว่างการจัดตั้งสภาอาร์กติก สหรัฐฯ ต้องการให้สภาหลีกเลี่ยงการหารือในประเด็นทางทหาร เนื่องจากกังวลว่าจะเป็นการส่งเสริมให้มีการเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคนี้ แต่สองทศวรรษหลังจากนั้น อาร์กติกกลับเต็มไปด้วยกำลังทหารและประชาคมนานาชาติก็ไม่มีเวทีสำหรับการอภิปรายในประเด็นความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญหลายรายซึ่งรวมทั้งนางคอนลีย์ อยากเห็นสภาอาร์กติกจัดทำแถลงการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีผลผูกพันเพื่อเป็นหลักปฏิบัติทางทหารในอาร์กติก ตัวอย่างเช่น แถลงการณ์ดังกล่าวอาจกำหนดให้แต่ละประเทศต้องแจ้งให้ประเทศอื่นทราบล่วงหน้า 21 วันก่อนที่จะจัดการฝึกทางทหารที่มีทหารเข้าร่วมตั้งแต่ 20,000 นายขึ้นไปและเชิญผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมการฝึก

นอกจากนี้ ความร่วมมือของรัสเซียในอาร์กติกก็ไม่ควรจะถูกมองว่าไม่มีความสำคัญ ตามที่สถาบันวิจัยแรนด์ คอร์เปอเรชันระบุ “หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น ไฮโดรคาร์บอนมีราคาถูก การเคลื่อนย้ายทุนออกนอกประเทศ และ/หรือ การสูญเสียการลงทุนและความเชี่ยวชาญจากต่างชาติ รัสเซียอาจมีแรงจูงใจที่จะร่วมมือน้อยลง และอาจหันไปกระทำการหรือกล่าวถ้อยคำที่เป็นการยั่วยุ”

ผู้เชี่ยวชาญบางรายเตือนว่าการหยุดชะงักของทรัพยากรและเส้นทางที่สำคัญในอาร์กติกอาจกระตุ้นให้เกิดข้อพิพาททางทหาร นอกจากนี้ สภาอาร์กติกยังได้เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามามีอิทธิพล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการลงทุนและความเชี่ยวชาญ การบรรจบกันของข้อพิพาทด้านอาณาเขต เส้นทางเดินเรือทางพาณิชย์ที่เกิดขึ้นใหม่ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอาจเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค หากปฏิกิริยาล่าสุดในทะเลจีนใต้บ่งชี้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

แม้ว่าทั้งจีนและประเทศอื่นจะไม่ได้สร้างและติดตั้งอาวุธบนเกาะเทียมในอาร์กติก แต่ข้อพิพาททางด้านอาณาเขตก็อาจรุนแรงขึ้นได้ “เมื่อมองดูว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในอาร์กติก ผมเห็นบางอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลตะวันออกและทะเลจีนใต้” พล.ร.อ. พอล ซูคุนต์ ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ กล่าวในระหว่างการร่วมงานกิจกรรมที่ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษาเป็นผู้สนับสนุน ที่จัดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 ตามรายงานของ ดีเฟนส์ วัน ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ด้านความมั่นคง

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับทะเลจีนใต้ที่นับวันจะทวีความตึงเครียดขึ้น พล.ร.อ. ซูคุนต์จึงสนับสนุนให้สหรัฐฯ ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ. 2525 ตามรายงานของ ดีเฟนส์ วัน ภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ฟิลิปปินส์ได้ยื่นฟ้องจีนฐานละเมิดอธิปไตย นอกจากสหรัฐฯ แล้ว มีเพียงเกาหลีเหนือ ลิเบียและตุรกีเท่านั้นที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้

สหรัฐฯ ควรเข้ามามีบทบาทในอาร์กติกมากขึ้น พล.ร.อ. ซูคุนต์และนักวิเคราะห์รายอื่น ๆ ยืนยัน “เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในทะเลตะวันออก/ทะเลจีนใต้ แม้ว่าศาลยุติธรรมแห่งสหประชาชาติจะตัดสินให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะ แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของจีนแต่อย่างใด” พล.ร.อ. ซูคุนต์ระบุ ตามรายงานของ ดีเฟนส์ วัน “เราจะเขียนนโยบายให้สวยหรูอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าเราไม่แสดงให้เห็นว่าเรามีอำนาจอธิปไตย เราก็ไม่ต่างอะไรจากเสือกระดาษ” พล.ร.อ. ซูคุนต์กล่าวกับรอยเตอร์

นอกจากนี้ รายงานบทวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ในอนาคตของนาโตได้เตือนว่า การแข่งขันที่กำลังก่อตัวขึ้นเพื่อแย่งชิงทรัพยากรอาจนำไปสู่การขาดเสถียรภาพในภูมิภาคในวันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับตอนนี้ ข้อพิพาททางด้านอาณาเขตของอาร์กติกส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาทระหว่างสมาชิกนาโต และโดยรวมแล้วการจัดกำลังทางทหารในอาร์กติกก็ยังไม่ถึงระดับสงครามเย็นที่จะมีการติดตั้งขีปนาวุธบนเรือดำน้ำและในฐานยิงที่พร้อมจะยิงข้ามพื้นที่ขั้วโลก นอกจากนี้ การตั้งรับที่ดีที่สุดในอาร์กติกยังคงเป็นระยะทางที่ห่างไกลและสภาพอากาศที่เลวร้ายในพื้นที่ นายไบเยอร์ส์จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียกล่าว โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ดังที่ พล.อ. วอลเตอร์ นาทินซิก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของแคนาดาในขณะนั้นกล่าวใน พ.ศ. 2552 ว่า “ถ้ามีใครจะมารุกรานดินแดนอาร์กติกของแคนาดา งานแรกที่ผมต้องทำน่าจะเป็นการออกไปกู้ภัยคนเหล่านั้น”

หุ้น