• Home »
  • ติดอันดับ »
  • กุญแจสำคัญของความร่วมมือด้านพลังงานในวิสัยทัศน์ร่วมอินโดแปซิฟิก
กุญแจสำคัญของความร่วมมือด้านพลังงานในวิสัยทัศน์ร่วมอินโดแปซิฟิก

กุญแจสำคัญของความร่วมมือด้านพลังงานในวิสัยทัศน์ร่วมอินโดแปซิฟิก

วิสัยทัศน์ของสหรัฐฯ สำหรับภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศพันธมิตรและบริษัทต่าง ๆ ผ่านโครงการริเริ่มที่นำโดยสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุระหว่างการปรากฏตัวที่สถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2562

นางแซนดร้า อูดเคิร์ก เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิกหรือเอเปก กล่าวกับผู้ที่มารวมตัวกันที่ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ ในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ว่าสหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญเบื้องต้นกับการพัฒนาพลังงาน

“วิสัยทัศน์อินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ สร้างขึ้นบนหลักการที่เห็นชอบร่วมกันอย่างกว้างขวางทั่วภูมิภาค เพื่อให้มั่นใจถึงเสรีภาพทางทะเลและน่านฟ้า ปกป้องประเทศอธิปไตยจากการบีบบังคับภายนอก ส่งเสริมเศรษฐศาสตร์ที่มีตลาดเป็นฐาน สภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปิดกว้าง รวมทั้งการค้าที่เป็นธรรมและให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย อีกทั้งสนับสนุนการปกครองที่ดีและเคารพสิทธิส่วนบุคคล” นางอูดเคิร์กกล่าว

เอเปก ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2532 “เพื่อสร้างประโยชน์จากการพึ่งพาอาศัยกันในเอเชียแปซิฟิกที่นับวันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” มีสมาชิก 21 ประเทศจากภูมิภาคอินโดแปซิฟิกและละตินอเมริกา นางอูดเคิร์กอธิบายว่าเอเปกเป็น “เสาหลักทางเศรษฐกิจของวิสัยทัศน์ในอินโดแปซิฟิก”

ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกต้องใช้เงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52 ล้านล้านบาท) ต่อปี นางอูดเคิร์กกล่าว (ภาพ) กลยุทธ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหานี้คือ การริเริ่มที่เรียกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาและการเติบโตผ่านพลังงาน หรือเอเชียเอจ

นางอูดเคิร์กกล่าวว่า “เอเชียเอจ คือความพยายามของภาครัฐทั้งหมดในการสร้างตลาดพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงให้เติบโตทั่วทั้งอินโดแปซิฟิก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของพันธมิตรและคู่ค้าของเรา สร้างตลาดพลังงานที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพตามกฎระเบียบและโปร่งใส ปรับปรุงความสัมพันธ์ด้านการค้าพลังงานที่เสรี ยุติธรรม และให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย รวมทั้งขยายการเข้าถึงพลังงานที่ราคาประหยัดและเชื่อถือได้ทั่วทั้งภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

โครงสร้างพื้นฐาน การทำธุรกรรม และเครือข่ายความช่วยเหลือจะดำเนินการควบคู่ไปกับเอเชียเอจ ความสำเร็จในระยะแรกของทั้งสองประเทศ คือความร่วมมือด้านการไฟฟ้าของปาปัวนิวกินี ซึ่งออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ ร่วมมือกันเพื่อเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าในปาปัวนิวกินี “ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงภาระหนี้ที่ไม่ยั่งยืน” นางอูดเคิร์กกล่าวย้ำ โดยมีการประกาศความร่วมมือดังกล่าวในงานเอเปก เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“ญี่ปุ่นได้ดำเนินการจัดหาเงินทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 แสนล้านบาท) ให้กับเอเชียเอจ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในโครงการภาคเอกชนระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น” นางอูดเคิร์กกล่าว ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ คาดว่าจะมีเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.83 ล้านล้านบาท) ที่มาจากบริษัทการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ

โครงการพลังงานอื่น ๆ ที่นางอูดเคิร์กระบุไว้ ประกอบด้วยการปรับโครงข่ายพลังงานของอินโดนีเซียให้ทันสมัยผ่านความร่วมมือระหว่างบริษัทไฟฟ้าของรัฐและหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งความพยายามในฟิลิปปินส์และเวียดนามเพื่อปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากสหรัฐฯ

นายไนเจล เฮิร์น ประธานฝ่ายการสำรวจและการผลิตในเอเชียแปซิฟิกของเชฟรอนกล่าวว่า การเปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ด้านสุขภาพแก่ผู้ที่พึ่งพาแหล่งพลังงานที่ไม่สะอาด อันประกอบด้วยไม้และมูลสัตว์

นายวามาน ดีไซ ผู้อำนวยการบริษัทโบเวอร์กรุ๊ปเอเชียของอินเดียในกรุงวอชิงตัน สอบถามนางอูดเคิร์กว่าเธอมีมุมมองต่อนโยบายมุมมองตะวันออกของอินเดียอย่างไร และเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์อินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ อย่างไร

“เราทำงานร่วมกับอินเดียบ่อย” นางอูดเคิร์กตอบ “ทั้งแบบทวิภาคีและผ่านการรวมกลุ่มนานาชาติอย่างหลากหลาย กลุ่มจี 20 ถือเป็นตัวอย่างที่ดี และเห็นได้ชัดว่าอินเดียเป็นเสาหลักของอินโดแปซิฟิก เรามีการเชื่อมโยงในประเทศเป็นจำนวนมาก และอินเดียเป็นห้องปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนนอกโครงข่ายจำนวนมาก ซึ่งสามารถใช้ได้กับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

หุ้น