ความมั่นคงทาง พลังงาน

ความมั่นคงทาง พลังงาน

ความร่วมมือและธรรมาภิบาลคือปัจจัยสำคัญในการสร้างพลังงานนิวเคลียร์ที่ปลอดภัย และการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

ภาพโดย รอยเตอร์

บรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกจะผลักดันการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต โดยที่จีน ญี่ปุ่น อินเดียและเกาหลีใต้จะมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้ ภูมิภาคนี้มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 449 เครื่อง ซึ่งถือว่ามากกว่าหนึ่งในสี่ของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลก และขีดความสามารถในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ ๆ กว่าครึ่งหนึ่งของโลกกำลังถูกสร้างขึ้นที่นี่ ตามรายงานของสถาบันวิจัยพลังงานนิวเคลียร์

ตามข้อมูลที่ระบุไว้ล่าสุดโดยสมาคมนิวเคลียร์โลก โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กว่า 40 แห่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และอีก 90 แห่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ ในอินโดแปซิฟิกกว่า 20 ประเทศ ซึ่งรวมถึงบังกลาเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ศรีลังกาและไทยกำลังวางแผนหรือพิจารณาที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในทศวรรษต่อ ๆ ไป

“พลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่เพียงแต่จะพัฒนาไปในทิศทางที่คาดหวังเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญและจะยังคงอยู่ต่อไปในหลายปีข้างหน้า” นางมาเรีย เซเนดา คอลลินสัน จากกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ที่สนับสนุนการประชุมของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศและกรอบความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ระหว่างประเทศที่จัดขึ้นในกรุงมะนิลาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 กล่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะเจแปน ไทมส์ “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้น ความต้องการแหล่งพลังงานที่ประหยัดและยั่งยืนจึงมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น” นางคอลลินสันกล่าวในแถลงการณ์สรุป

ชาวประมงยืนอยู่หน้าโครงการพลังงานนิวเคลียร์คูดันคูลัม ในรัฐทมิฬนาฑู ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย

พลังงานนิวเคลียร์มีศักยภาพในการลดระดับมลพิษ ลดการพึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ และช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ไม่พึงประสงค์ “พลังงานนิวเคลียร์อาจมีส่วนช่วยในการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” นางคอลลินสันอธิบาย

ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนพึ่งพาเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งหลัก ๆ คือถ่านหิน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศในอัตรากว่าร้อยละ 70 เพื่อช่วยตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้ จีนมีแผนที่จะเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 58 กิกะวัตต์ภายใน พ.ศ. 2564 ตามรายงานของสมาคมนิวเคลียร์โลก กำลังผลิตหนึ่งกิกะวัตต์นั้นเพียงพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับบ้านเรือนราว ๆ 725,000 หลังในประเทศที่พัฒนาแล้ว จีนซึ่งมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ดำเนินการอยู่ 36 แห่ง และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 24 แห่ง ตลอดจนแห่งอื่น ๆ ที่มีแผนว่าจะสร้าง ยังมุ่งหวังที่จะส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตนอีกด้วย ตามรายงานของสมาคมนิวเคลียร์โลก

ในขณะเดียวกัน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 อินเดียได้อนุมัติแผนในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีก 10 เครื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังผลิตของประเทศขึ้นอีก 7.8 กิกะวัตต์และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศให้มีความก้าวหน้า ตามรายงานของรอยเตอร์ ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 22 แห่งของอินเดียมีกำลังผลิตประมาณ 6.8 กิกะวัตต์ และอีกหกแห่งที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างนั้นจะมีกำลังผลิต 6.7 กิกะวัตต์ภายใน พ.ศ. 2564 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่อินเดียจะสร้างเพิ่ม 10 เครื่องเป็นเครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำมวลหนักอัดความดันและจะสร้างงานได้มากกว่า 33,400 ตำแหน่ง ตามแถลงการณ์ของรัฐบาล “นี่จะเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของอินเดียในฐานะมหาอำนาจที่สำคัญในด้านการผลิตพลังงานนิวเคลียร์” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

ความเสี่ยงจากการเติบโต

ทัศนะเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาคนี้ยังคงเป็นบวกแม้จะมีอุบัติเหตุนิวเคลียร์เกาะทรีไมล์ เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ ตลอดจนข้อกังวลในเรื่องการแพร่กระจายที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เกาหลีใต้ซึ่งใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 25 เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ได้ประมาณร้อยละ 30 ของความต้องการพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ และญี่ปุ่นผลิตได้ประมาณร้อยละ 22 จากเครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้อยู่ 43 เครื่อง และคาดว่าตัวเลขเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตามข้อมูลของสมาคมนิวเคลียร์โลก อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน พ. ศ. 2560 รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ระงับการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สองเครื่องที่สร้างเสร็จไปบ้างแล้วเป็นบางส่วน เพื่อแก้ไขข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยในเรื่องพลังงานปรมาณู ตามรายงานของรอยเตอร์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ละปีจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่เปิดดำเนินการโดยเฉลี่ยประมาณ 10 แห่งทั่วโลก

แม้จะไม่สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ได้จนถึงระดับศูนย์ แต่ชาติต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในการประเมินของตน ดร.บิล ไวน์นิงเกอร์ ศาสตราจารย์จากศูนย์ความมั่นคงศึกษาเอเชียแปซิฟิก แดเนียล เค. อิโนะยูเอะ อธิบายในการประชุมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการที่จัดขึ้นโดยกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก ที่เมืองโฮโนลูลู ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 “สำหรับความหวาดกลัวทั้งหมดว่าจะเกิดอุบัติเหตุครั้งรุนแรง ความจริงง่าย ๆ คือความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตจากพลังงานนิวเคลียร์นั้นจะดูเบาบางลงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าจะในเรื่องมลพิษจากฝุ่นละออง การปล่อยคาร์บอน ความมั่นคงในการจ่ายพลังงาน มลพิษจากการสกัดเชื้อเพลิง หรืออุบัติเหตุจากการขนส่ง”

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเมื่อมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้นในภูมิภาค ความเสี่ยงจากการทำลายล้างและการแพร่กระจายก็มากขึ้นด้วยเนื่องจากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ความเสี่ยงจึงมีอยู่โดยตลอดเพราะเกือบทุกประเทศทั่วโลกสามารถเข้าถึงยูเรเนียมปริมาณน้อยเพื่อนำไปใช้ในการผลิตอาวุธจำนวนไม่มากนัก ตามรายงานฉบับออนไลน์ของสมาคมนิวเคลียร์โลกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 เรื่อง “การรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายนิวเคลียร์”

นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนขึ้นของสถานประกอบการพลังงานนิวเคลียร์ในอินโดแปซิฟิกแล้ว ประเทศต่าง ๆ

ส่วนใหญ่ซึ่งรวมถึงบังกลาเทศ อินโดนีเซีย เกาหลีเหนือ ฟิลิปปินส์และเวียดนามยังมีเครื่องปฏิกรณ์แบบวิจัยอยู่แล้วตามที่สมาคมนิวเคลียร์โลกระบุ

ปัจจุบัน ได้มีการดำเนินมาตรการป้องกันระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายนิวเคลียร์ทั่วโลก “จนถึงวันนี้ พลังงานนิวเคลียร์ทางพลเรือนไม่ได้เป็นต้นเหตุหรือหนทางที่นำไปสู่การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศใด ๆ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และไม่มีการนำยูเรเนียมที่ซื้อขายกันเพื่อวัตถุประสงค์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้ในทางทหาร” ตามรายงานของสมาคมนิวเคลียร์โลกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ด้วยอัตราการเติบโตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต การเพิ่มความร่วมมือและการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตพลังงานนิวเคลียร์จะขยายตัวและดำเนินไปอย่างปลอดภัยในภูมิภาคนี้

การขยายความร่วมมือ

ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติที่เพิ่มมากขึ้นและดีขึ้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์และการแพร่กระจายนิวเคลียร์ และเพิ่มระดับความมั่นคงโดยรวมด้วยการลดการแข่งขันทางด้านทรัพยากร

ที่ผ่านมา อุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้มีการคิดค้นวิธีการที่ดีขึ้นในการสร้างความร่วมมือ หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์เกาะทรีไมล์ในรัฐเพนซิลเวเนียใน พ.ศ. 2522 ภาค

อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ได้ก่อตั้งสถาบันปฏิบัติการพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองแอตแลนตา เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับสูงสุดในด้านการดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการเคเมนีที่ได้ทำการสอบสวนอุบัติเหตุดังกล่าว สถาบันนี้ได้ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติเพื่อกำหนดเป้าหมายในการทำงาน หลักเกณฑ์และแนวทางสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อทำการประเมินโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างละเอียดและสม่ำเสมอและเพื่อช่วยปรับปรุงการปฏิบัติงาน ตามข้อมูลในเว็บไซต์ของสถาบัน

“มีความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ในการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ การก่อสร้างและการดำเนินงานที่ปลอดภัยแม้กระทั่งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่จังหวัดฟุกุชิมะ ดังจะเห็นได้จากความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างบริษัทเวสติงเฮาส์ บริษัทเซาเทิร์น พาวเวอร์ และบริษัทสเตท นิวเคลียร์ พาวเวอร์ เทคโนโลยี คอร์ปอเรชัน ของจีน ในการก่อสร้างและท้ายสุดคือการดำเนินงานเครื่องปฏิกรณ์ เอพี1000 ในสหรัฐฯ และจีน” ดร.ไวน์นิงเกอร์จากศูนย์ความมั่นคงศึกษาเอเชียแปซิฟิกอธิบาย

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในโทโฮะกุเมื่อ พ.ศ. 2554 ที่วัดได้ 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ คลื่นสึนามิสูง 15 เมตรได้ทำให้ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนของเครื่องปฏิกรณ์สามเครื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิใช้การไม่ได้ เครื่องปฏิกรณ์ทั้งสามเครื่องหลอมละลายไปเกือบหมดในสามวันแรก ทำให้เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ตามรายงานของสมาคมนิวเคลียร์โลก ภัยพิบัติดังกล่าวก่อให้เกิดบทเรียนมากมายและนำไปสู่การคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ในการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ตัวอย่างเช่น ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศและคณะกรรมาธิการกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งสหรัฐอเมริกาตลอดจนฝ่ายอื่น ๆ ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาความปลอดภัยของเครื่องปฏิกรณ์

ตัวอย่างที่สำคัญในเรื่องการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างชาติต่าง ๆ

พนักงานบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ เดินผ่านถังเก็บน้ำปนเปื้อนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ ในเมืองโอคุมะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 เมื่อจีนและสหรัฐฯ ได้เปิดศูนย์ความปลอดภัยทางด้านนิวเคลียร์ร่วมกันในกรุงปักกิ่งเพื่อจัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัสดุนิวเคลียร์อย่างปลอดภัยและการป้องกันการโจมตีสถานประกอบการนิวเคลียร์โดยผู้ก่อการร้าย จัดการประชุมเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค และเป็นพื้นที่สำหรับการสาธิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีการใช้แนวปฏิบัติและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ได้รับพัฒนาให้ดีขึ้น

สำนักงานป้องกันการแพร่กระจายนิวเคลียร์ ซึ่งอยู่ภายใต้หน่วยบริหารงานความมั่นคงทางนิวเคลียร์แห่งชาติ กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งประเทศจีน ได้ทำงานร่วมกันในการฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนทางเทคนิคที่จัดขึ้นกว่า 50 ครั้ง เพื่อแสวงหาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความมั่นคงทางนิวเคลียร์ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างศูนย์ความเป็นเลิศที่กรุงปักกิ่ง

เหตุการณ์ที่ฟุกุชิมะยังช่วยเพิ่มความตระหนักในเรื่องการพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างชาติต่าง ๆ เมื่อต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรและการเผชิญกับปัญหาด้านความมั่นคงอื่น ๆ อีกมากมาย “ไม่ใช่ว่าประเทศใดประเทศหนึ่งก็สามารถสร้างพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาได้เลย เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีอุบัติเหตุนิวเคลียร์เกาะทรีไมล์ เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แสดงให้เห็นว่าโลกทั้งโลกมีความเชื่อมโยงกัน” นายมิคาอิล ชูดาคอฟ รองผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศกล่าวในระหว่างการประชุมที่กรุงมะนิลาใน พ.ศ. 2559 ตามรายงานของ เดอะ เจแปน ไทมส์

ธรรมาภิบาล

ธรรมาภิบาลคือหัวใจสำคัญในการลดภัยอันตรายจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการนิวเคลียร์ การกำจัดขยะ และการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธกระจายการปนเปื้อนทางรังสีที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีการดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้

“นโยบายของภาครัฐจะต้องมีบทบาทสำคัญในทุก ๆ แง่มุมของนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างกรอบการทำงานด้านการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพที่จะช่วยลดภัยอันตรายจากการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ เหตุการณ์ต่าง ๆ

ที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการนิวเคลียร์ และการจัดการขยะ” ดร.ไวน์นิงเกอร์กล่าว

ก่อนอุบัติเหตุนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ นายอิชิบาชิ คัตซูฮิโกะ ศาสตราจารย์ด้านแผ่นดินไหวได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอิสระของคณะกรรมาธิการด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของสำนักงานด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการจัดให้มีการตรวจสอบใหม่เกี่ยวกับมาตรฐานการออกแบบเพื่อรับแรงแผ่นดินไหวของคณะกรรมาธิการ หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ ญี่ปุ่นได้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับปรมาณูอันเป็นผลมาจากการไต่สวนอย่างเป็นทางการในเรื่องการสมรู้ร่วมคิดระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและภาคอุตสาหกรรมที่มีหลักฐานคือภัยพิบัติที่เกิดขึ้น

ใน พ.ศ. 2559 ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศระบุว่า สำนักงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของญี่ปุ่นได้ “แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระและความโปร่งใส” นับตั้งแต่ที่มีการจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555 นอกจากนี้ “สำนักงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ยังต้องเสริมสร้างความสามารถทางเทคนิคของตนต่อไปเพื่อรับมือกับการเปิดใช้งานสถานประกอบการนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นใหม่อีกครั้ง” ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศระบุ “จะต้องมีกระบวนการกำกับดูแลที่ดี เข้มงวดและไม่มีการทุจริต” ดร.ไวน์นิงเกอร์กล่าว

นโยบายที่ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดีขึ้นระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ จะช่วยเพิ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาคด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น อาจมีการสร้างประชาคมขึ้นในอินโดแปซิฟิกในรูปแบบเดียวกันกับประชาคมนิวเคลียร์ยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจากกว่า 27 ประเทศและบริษัทต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ดร.ไวน์นิงเกอร์กล่าว

นโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีขึ้นยังจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ และการจัดการกับผลพลอยได้ที่เป็นของเสียที่ไม่พึงประสงค์ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ผลิตพลูโตเนียมชนิดที่ใช้ทำอาวุธได้เพื่อลดความเสี่ยงที่วัสดุดังกล่าวจะถูกแอบใช้ในการผลิตอาวุธผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ ยังคงพยายามที่จะพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาการเผาไหม้ไฮโดรคาร์บอนสำหรับเชื้อเพลิง พลังงานนิวเคลียร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใช้พลังงานแบบครบวงจรและครอบคลุมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งรวมถึงการผลิตพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานน้ำและน้ำขึ้นน้ำลง

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอ “ในมุมมองระยะยาว อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างแน่นอนในฐานะแหล่งพลังงานพื้นฐานที่สำคัญที่ผลิตพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานขั้นต่ำตลอดทั้งปี ดังนั้น เราจึงต้องพยายามมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากประชาชนชนอีกด้วย” นายจุมเปอิ มัตซูโมโตะ ผู้จัดการอาวุโสบริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวีย์ อินดัสทรีส์ กล่าวในการประชุมพลังงานนิวเคลียร์เอเชียเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

อุปสรรคมากมายที่มีอยู่ที่ยับยั้งการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในวงกว้างนั้นเป็นเรื่องทางการเมืองไม่ใช่ทางเทคนิค บรรดาผู้นำของรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายต้องให้ความรู้กับประชากรในเรื่องความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องจากแหล่งพลังงานต่าง ๆ ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

ความท้าทายข้างหน้า

ยังคงมีความท้าทายต่าง ๆ อยู่มากมายก่อนที่จะมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในวงกว้างในอินโดแปซิฟิก ความท้าทายเหล่านั้น ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเลือกเครื่องปฏิกรณ์อย่างเหมาะสมที่ผ่านการทดสอบแล้ว นายคูมิอากิ โมริยะ หัวหน้าวิศวกรบริษัทฮิตาชิ-จีอี นิวเคลียร์ เอเนอร์จี อธิบายในการประชุมพลังงานนิวเคลียร์เอเชีย พ.ศ. 2560

ญี่ปุ่นได้พยายามที่จะจัดการกับความท้าทายดังกล่าวโดยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การส่งอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อเข้าร่วมการบรรยาย การสัมมนาและการฝึกอบรม การเชิญชวนให้นักศึกษาเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สถาบันการศึกษาในญี่ปุ่น และการเรียนรู้บทเรียนต่าง ๆ จากการก่อสร้างและการดำเนินงานเครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดน้ำขั้นสูง นายโมริยะกล่าว

ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงได้พัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านนิวเคลียร์อย่างมากมายและได้แบ่งปันบทเรียนกับประเทศอื่น ๆ เครื่องปฏิกรณ์รุ่นล่าสุดที่มีการติดตั้งทั่วโลกใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนแบบธรรมชาติที่จะระบายความร้อนให้กับเครื่องปฏิกรณ์แม้ในกรณีที่ไฟฟ้าดับอย่างที่เกิดขึ้นในฟุกุชิมะ

ประเทศต่าง ๆ ที่กำลังมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้กำลังคิดที่จะหันมาใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง พ.ศ. 2568 ถึง พ.ศ. 2573 บังกลาเทศได้ลงนามในข้อตกลงกับรัสเซียเพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะเปิดดำเนินการในบังกลาเทศภายในปี พ.ศ. 2565 นอกจากนี้ เวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเริ่มสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สองแห่ง ซึ่งการก่อสร้างมีความล่าช้า ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อื่น ๆ อีกหลายประเทศก็กำลังพิจารณาอย่างจริงจังในเรื่องการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ไทยและอินโดนีเซียมีแผนการที่กำหนดขึ้นเป็นอย่างดีที่จะกระทำการดังกล่าว และยังมีการหารือกันในประเทศลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและสิงคโปร์ ตามรายงานของสมาคมนิวเคลียร์โลก

“ประเทศสมาชิกอาเซียนเผชิญกับความเสี่ยงที่คล้ายคลึงกับประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศที่กำลังคิดที่จะดำเนินโครงการพลังงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม จากที่ตั้งของภูมิภาคและหลังจากเหตุการณ์ที่ฟุกุชิมะ การรับรู้ของประชาชนในเรื่องความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย” นายแอนโทนี เวเทอรอลล์ นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวในการประชุมพลังงานนิวเคลียร์เอเชียเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560

“การเสริมสร้างการกำกับดูแลกิจการนิวเคลียร์ในภูมิภาคให้มีความแข็งแกร่งคือสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเพิ่มระดับความร่วมมือและการปรึกษาหารือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในประเด็นที่เป็นข้อกังวลอย่างเรื่องความปลอดภัยทางด้านนิวเคลียร์ (เช่น การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใกล้ชายแดน) และเรื่องการรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ (เช่น ที่ท่าเรือหรือชายแดน) การสนับสนุนให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงการเจรจาและการปฏิสัมพันธ์ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความหวาดกลัวเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ ๆ”

ประเทศที่กำลังจะเริ่มใช้พลังงานนิวเคลียร์และประเทศที่กำลังจะเพิ่มระดับการใช้พลังงานนิวเคลียร์สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในอนาคตได้โดยการเอาใจใส่ต่อบทเรียนจากอุบัติเหตุครั้งก่อน ๆ และจากประสบการณ์ของบริษัทและรัฐบาลต่าง ๆ ที่ดำเนินการและกำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานหลายทศวรรษ ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติบวกกับการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า การเติบโตของพลังงานนิวเคลียร์ในอินโดแปซิฟิกจะนำมาซึ่งโอกาสแห่งความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่ดีขึ้นและไม่เป็นอันตรายต่อภูมิภาคนี้

หุ้น