จาก หน้าจอ คอมพิวเตอร์ สู่ สนามรบ

จาก หน้าจอ คอมพิวเตอร์ สู่ สนามรบ

การทำความเข้าใจ การใช้พื้นที่ดิจิทัลของผู้ก่อการร้ายเพื่อล่อลวงคนหนุ่มสาว

นายโทมัส โกรุท ซามูเอล | ภาพโดยรอยเตอร์

มีการถกเถียงกันในวงกว้างว่า สถานการณ์ใดที่ถือเป็นการก่อการร้ายและบุคคลใดที่ถือเป็นผู้ก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม แทบจะไม่มีข้อสงสัยเลยว่าคนหนุ่มสาวมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ และผู้ก่อการร้ายเองก็ได้สร้างกลยุทธ์ที่เป็นระเบียบแบบแผนในการปลูกฝังความรุนแรงและสรรหาคนหนุ่มสาวให้ร่วมก่อความรุนแรง การพุ่งเป้าชักจูงให้คนหนุ่มสาวมาเข้าร่วม เพิ่มความได้เปรียบให้กับผู้ก่อการร้ายได้ในหลายแง่มุม กลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ เช่น รัฐอิสลามอิรักและซีเรีย (ไอซิส) แสดงศักยภาพและความสามารถมากขึ้นในการชักจูงคนหนุ่มสาวมาเข้าร่วมอุดมการณ์ เมื่อนำปัจจัยข้อนี้ประกอบกับการแสวงหาประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น อินเทอร์เน็ต ยิ่งทำให้ผู้ก่อการร้ายแผ่อิทธิพลกว้างขวางยิ่งขึ้น

ใน พ.ศ. 2494 นายเอริค ฮอฟเฟอร์ นักเขียนและวิทยากรชื่อดังผู้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองทั้งสิ้น ได้เขียนหนังสือชื่อ ผู้ศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากการสังเกตการณ์เกี่ยวกับความรุ่งเรืองของลัทธิฟาสซิสต์ นาซี และคอมมิวนิสต์ อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ นายฮอฟเฟอร์ตั้งสมมุติฐานว่า “ผู้ศรัทธาที่แท้จริง” หมายถึง ผู้ที่อุทิศตนให้กับอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งถึงขั้นที่ยินดีสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์นั้น ๆ ซึ่งความหมดหวังกับชีวิตเป็นสิ่งนำพาให้ตัวผู้ศรัทธาเข้าร่วมอุดมการณ์หนึ่ง ๆ เพื่อแสวงหาคุณค่าของตนเอง เป็นที่เข้าใจได้ว่า ยิ่งบุคคลเหล่านี้รู้สึกหมดหวังกับชีวิตมากเพียงใด ก็จะยิ่งถูกดึงดูดและเสี่ยงต่อการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีแนวโน้มที่จะมีความสุดโต่งมากขึ้นเท่านั้น ข้อสังเกตนี้มีมาตั้งแต่ครึ่งศตวรรษที่แล้ว แต่น่าเศร้าที่กลับสาธยายแรงผลักดันและความสัมพันธ์ระหว่างคนหนุ่มสาวและการก่อการร้ายได้อย่างตรงจุด

คำจำกัดความของคำว่า “คนหนุ่มสาว” แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ องค์การสหประชาชาติระบุคำจำกัดความของ “คนหนุ่มสาว” ตามวัตถุประสงค์ด้านสถิติว่า หมายถึงบุคคลที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 24 ปี อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่าองค์กรการก่อการร้ายต่าง ๆ พยายามชักชวนและจูงใจให้คนหนุ่มสาวมาร่วมกระทำการอันโหดเหี้ยมในนามของพระเจ้าและคตินิยมที่ถูกบิดเบือน ช่วงน่าเศร้าที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่ว่าเชื้อชาติใด นับถือศาสนาใด มีการศึกษาในระดับใด หรือครอบครัวมีฐานะทางการเงินเป็นเช่นไร ล้วนตกเป็นเหยื่อของคำลวงจากกลุ่มคนเหล่านี้

สถิตินี้น่าวิตกอย่างยิ่ง ในหนังสือเรื่อง เด็ก ๆ ในสงคราม ของนายปีเตอร์ ซิงเกอร์ ระบุว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 300,000 คนทั้งชายและหญิงที่เข้าร่วมการต่อสู้ในสงครามกว่าร้อยละ 75 ของสงครามทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และที่น่าสลดใจคือร้อยละ 80 ของสงครามเหล่านี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีรวมอยู่ด้วย และองค์กรติดอาวุธทั่วโลกประมาณร้อยละ 42 (157 จาก 366) มีทหารเด็กรวมอยู่ด้วย

ในเมื่อชีวิตนี้ทำอะไรก็ไม่เป็นนอกจากจับปืน โอกาสที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมก็น้อยนิด พร้อมทั้งแบกรับอดีตอันดำมืดด้วยปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์หลายหลากปัญหา หากเด็กเหล่านี้มีชีวิตอยู่เกินช่วงวัยเยาว์ อนาคตของพวกเขาจะเป็นเช่นไร?

ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย การโจมตีเมื่อ พ.ศ. 2551 ที่คร่าชีวิตพลเรือนและเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงไปกว่า 165 ชีวิต เป็นการโจมตีแบบประสานงานกัน 10 ครั้งที่วางแผนโดยบุคคล 10 คน สิ่งที่ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้มีเหมือนกันก็คือ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนหนุ่มสาว นอกจากผู้ก่อการร้ายที่มีอายุมากที่สุดคือ นาเซีย/อาบู

อูเมอร์ ซึ่งมีอายุ 28 ปีแล้ว อายุเฉลี่ยของผู้ก่อการร้ายอีกเก้าคนคือ 23 ปีเท่านั้น โดยมีผู้นำคือนายอิสมาอิล ข่าน อายุ 25 ปี

เด็กหนุ่มจับกลุ่มเล่นเกมกันในร้านเกมออนไลน์ที่เมืองทิมพู ประเทศภูฏาน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2560

ในประเทศฟิลิปปินส์ กรณีที่เห็นได้ชัดว่ามีคนหนุ่มสาวร่วมอยู่ในกลุ่มก่อการร้ายคือ กลุ่มอะบูซัยยาฟ สหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีกลุ่มอะบูซัยยาฟว่าเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อก่อตั้งรัฐอิสลามในประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นชนกลุ่มน้อย นายอับดุลราจาค จันจาลานี ผู้ก่อตั้งอะบูซัยยาฟ ถูกโน้มน้าวให้เข้าร่วมกลุ่มหัวรุนแรงครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 20 ปี และก่อตั้งอะบูซัยยาฟเมื่ออายุ 26 ปี เมื่อนายอับดุลราจาคเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใน พ.ศ. 2541 น้องชายคือ นายกาดาฟี จันจาลานี จึงสืบทอดตำแหน่งอีมีร์หรือผู้นำคนใหม่ของอะบูซัยยาฟด้วยวัยเพียง 22 ปี ใน พ.ศ. 2552 ผู้นำของอะบูซัยยาฟในขณะนั้นคือ นายยัสเซอร์ อิกาซัน ซึ่งเข้าร่วมกับอะบูซัยยาฟเมื่อมีอายุเพียง 21 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้ก่อการร้ายอีกกลุ่มหนึ่งในฟิลิปปินส์คือกลุ่มราจา โซไลมาน มูฟเมนต์ ที่ก่อตั้งมาจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มเล็ก ๆ ที่ประกอบไปด้วยนักเรียนและครูของโรงเรียนสอนศาสนาในลูซอน ผู้ก่อตั้งกลุ่มนี้คือนายอาห์เหม็ด ซานโตส ที่ผันตัวมาเป็นผู้ก่อความรุนแรงเมื่ออายุ 21 ปี กลุ่มราจา โซไลมาน มูฟเมนต์ ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการวางระเบิดเรือซูเปอร์เฟอร์รี 14 ซึ่งเป็นการก่อการร้ายทางทะเลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ข้อสังเกตสำคัญคือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุที่ชื่อนายโรเดนโต คาอิน เดลโลซ่า มีอายุเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น

ในอิรัก กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินประมาณ 50 ถึง 100 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,625 ถึง 3,250 บาท) ให้กับกลุ่มวัยรุ่นเพื่อวางระเบิดแสวงเครื่อง ยิงปืนครก หรือยิงปืนกลใส่ทหารกองกำลังผสม แม้จะมีอายุน้อย แต่กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นอันตรายและสร้างความสั่นคลอนให้กองกำลังผสมได้เป็นอย่างมาก

ในความเป็นจริง กลุ่มก่อการร้ายไม่ได้มีแสนยานุภาพน่าสะพรึงกลัวเท่านั้น แต่ยังมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวที่นำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน ในช่วงเวลาแห่งความระส่ำระส่าย กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ชักชวนคนหนุ่มสาวให้มาเข้าร่วมโดยอาศัยจุดอ่อนของบุคคลเหล่านี้ และนำเสนอจุดยืน ความผูกพัน และอุดมการณ์ที่มีร่วมกัน เมื่อเวลาผ่านไป ในสถานการณ์ที่วุ่นวาย คนหนุ่มสาวเหล่านี้จะเริ่มเชื่อว่าจุดยืนของตนเองสอดคล้องกับกลุ่มนั้น ๆ และอุดมการณ์ของกลุ่ม

เหตุใดจึงเลือกก่อการร้าย

เมื่อแทบไร้หนทางในการหลุดพ้นวัฏจักรความยากจน ความ

อยุติธรรมและความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นจริงหรือที่เชื่อว่าเกิดขึ้น คนเราก็ยิ่งเฉยชาต่อความรุนแรงมากขึ้น กลุ่มก่อการร้ายใช้ประโยชน์จากปัจจัยเหล่านี้เพื่อเข้าถึงคนหนุ่มสาวและหยิบยื่นสิ่งที่คนเหล่านั้นไม่เคยได้รับ หรือแม้แต่ชี้หนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เผชิญอยู่ จากการสำรวจนักโทษอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปีประมาณ 600 คนในคุกกวนตานาโม พบว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุส่วนใหญ่คือการว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยเป็นแรงงานมีฝีมือและแรงงานกึ่งฝีมือ บุคคลเหล่านี้มองว่าการก่อการร้ายเป็น “อาชีพทางเลือก” ที่เลี้ยงชีพได้

เมื่อนำปัจจัยข้อนี้มาประกอบเข้ากับกลยุทธ์ของผู้ก่อการร้ายในการล้างสมองคนหนุ่มสาวที่ยังอ่อนต่อโลก ทำให้กลายเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมสำหรับสังคมที่มีความอยุติธรรมเกิดขึ้นจริงหรือที่เชื่อว่าเกิดขึ้น ดังนั้น กลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นผู้ก่อความรุนแรง หากแต่เป็นผู้ที่ดิ้นรนต่อสู้กับทรราชผู้กดขี่ จากเหตุการณ์นี้ จึงทำให้เข้าใจได้ในบางระดับว่าคนหนุ่มสาวที่เข้าร่วมกับกลุ่มคนเหล่านี้มักมองว่าตนเองเป็นวีรชนคนกล้า ซึ่งล้วนเป็นเรื่องราวที่เสกสรรปั้นแต่ง โพนทะนา และเผยแพร่โดยกลุ่มก่อการร้ายทั้งสิ้น นอกจากนี้ เราควรตระหนักด้วยว่าความยากจนและความสิ้นหวังไม่ได้เป็นเพียงสองปัจจัยที่ดลบันดาลให้คนหนุ่มสาวเข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงเท่านั้น แต่การเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายยังให้ความรู้สึกว่ามีจุดยืน มีเกียรติยศและความภาคภูมิใจ การเป็นที่ยอมรับ มีความรับผิดชอบ เป็นโอกาสระบายความคับแค้นและการแสวงหาความตื่นเต้น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวไม่ว่าจะยากดีมีจนเสาะแสวงหา

ทำไมต้องเป็นคนหนุ่มสาว

คนหนุ่มสาวส่วนมากไม่มีประวัติอาชญากรมาก่อน กลุ่มก่อการร้ายจึงมีอิสรภาพในการปฏิบัติการมากขึ้น เพราะการที่คนหนุ่มสาวมาร่วมก่อการด้วยช่วยลดโอกาสในการถูกจับกุมของผู้นำในกลุ่มก่อการร้ายที่มีอาวุโสกว่า นอกจากนี้ คนหนุ่มสาวเหล่านี้ช่วยเพิ่มความได้เปรียบด้านการลดความสงสัยของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานรักษากฎหมาย นายไมเคิล เฮย์เดน อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางให้ข้อสังเกตว่า กลุ่มอัลกออิดะฮ์คอยชักชวนคนหนุ่มสาวของประเทศในโลกตะวันตกให้เข้าร่วมปฏิบัติการที่อาจมีเป้าหมายเป็นประเทศโลกตะวันตก เพราะคนหนุ่มสาวเหล่านี้มีความคุ้นเคยในด้านภาษา วัฒนธรรม และมีรูปลักษณ์ที่กลมกลืน และเพราะ “คุณจะมองไม่ออกเลยว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายหากเขายืนต่อแถวอยู่กับคุณที่สนามบิน” อัลกออิดะฮ์ ซึ่งในอดีตเป็นคำเรียกเด็กที่จะมาเป็น “มูจาฮีดีนรุ่นใหม่” (นักรบกองโจร) เป็นกลุ่มที่ใช้ยุทธวิธีนี้อย่างต่อเนื่องเมื่อทำการโจมตีแบบพลีชีพในอิรัก อัฟกานิสถานและปากีสถาน เพราะมีโอกาสน้อยนิดที่คนหนุ่มสาวจะถูกสงสัยว่าเป็นมือระเบิดพลีชีพ

นอกจากนี้ บางครั้งคนหนุ่มสาวได้รับมอบหมายภารกิจที่เสี่ยงอันตรายมากกว่า เพราะเชื่อว่าหากถูกจับได้ คนหนุ่มสาวเหล่านี้จะถูกลงโทษสถานเบาเนื่องจากปัจจัยด้านอายุ ผู้ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงที่เป็นผู้ใหญ่อาจตกเป็นเป้าได้เช่นกันเนื่องจากมีทักษะ เช่นในกรณีที่กลุ่มญะมาอะห์ อิสลามียะห์ ชักชวนให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าร่วมกลุ่ม เพื่อให้ได้สมาชิกที่มีการศึกษาและโดยหลักการแล้วมีความสามารถในการเป็นผู้นำการก่อการร้าย

การมีคนหนุ่มสาวเป็นสมาชิกยังมีความสำคัญในเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง กลุ่มเอตา หรือกบฏแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ ได้หันมาเน้นการคัดเลือกสมาชิกใหม่ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ความสามารถของกบฏกลุ่มนี้ในการเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นผลมาจากกลุ่มสมาชิกที่เป็นคนหนุ่มสาวตั้งแต่กลุ่มจาไร ไปสู่ไฮก้า และเซกิ

ผู้ก่อการร้ายหาสมาชิกใหม่ผ่านช่องทางใด

ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่เรือนจำเป็นสถานที่โปรดของผู้ก่อการร้ายสำหรับการค้นหาสมาชิกใหม่ โดยว่ากันว่าเรือนจำเป็นสถานที่ซ่องสุมแนวคิดหัวรุนแรง เรือนจำเหล่านี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงเนื่องด้วยสภาพแวดล้อม ทำให้มีผู้แสวงหาจุดยืน ผู้แสวงหาความคุ้มครอง และผู้มีแนวคิดต่อต้านจำนวนมากกว่าสภาพแวดล้อมอื่น ๆ นายฮาร์วีย์ คูชเนอร์ นักอาชญาวิทยาชาวอเมริกันให้ความเห็นว่าเรือนจำของประเทศโลกตะวันตกเป็นหนึ่งในสถานที่หลักในการหาสมาชิกใหม่ของกลุ่มอัลกออิดะฮ์ ในขณะที่คนอื่น ๆ ให้ความเห็นว่า กลุ่มอัลกออิดะฮ์ใช้ประโยชน์จากมาตรฐานการปฏิบัติที่หละหลวมของเรือนจำประเทศโลกตะวันตก สถานการณ์ในเรือนจำยิ่งเลวร้ายลงเมื่อคุมขังนักโทษก่อการร้ายร่วมกับนักโทษที่เป็นเยาวชน

ดังนั้น นักโทษก่อการร้ายที่ไม่ได้ขังแยกกับอาชญากรและนักโทษเยาวชนคนอื่น ๆ จะใช้เวลาและโอกาสที่มีเพื่อติดต่อสื่อสารทางกายและทางความคิดเพื่อชักชวนและปลุกระดมให้นักโทษวัยหนุ่มสาวมาร่วมอุดมการณ์ นักโทษวัยหนุ่มสาวเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะฉวยโอกาสเข้ามาทำหน้าที่เป็นครอบครัวและเพื่อนของนักโทษวัยหนุ่มสาว

สถาบันสอนศาสนาที่เผยแพร่หลักคำสอนของศาสดาอย่างบิดเบือนและไม่เป็นความจริง มีโอกาสที่จะสร้างอิทธิพลต่อจิตใจ ความคิด และจินตนาการของคนหนุ่มสาว ในหลายกรณี แมวมองมักเพ่งเล็งคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถโดดเด่นกว่าคนอื่น และดึงให้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นเพื่อล้างสมองโดยไม่แสดงพิรุธในกลุ่มสมาชิกสายกลางคนอื่น ๆ เมื่อนำประเด็นนี้มาประกอบกับเหตุการณ์ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลก “คนของพระเจ้า” เหล่านี้มักจะใช้หลักจิตวิทยาเพื่อกระตุ้นความคิดและจิตใจของคนหนุ่มสาวให้มีความเชื่อว่ามีเพียงความรุนแรงเท่านั้นที่แก้ปัญหาได้ เมื่อมีความคิดว่า “พระเจ้า” อยู่ข้างเดียวกับตน คนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็จะถูกปลูกฝังให้คิดว่าตนเองกำลังต่อสู้เพื่อความถูกต้องและอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่มีเพียงชัยชนะรออยู่ข้างหน้า

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาระดับสูงต่าง ๆ ยังกลายมาเป็นสถานที่สรรหาบุคลากรของผู้ก่อการร้าย นักศึกษาชาวต่างชาติและอาจารย์ที่มาจากประเทศในเขตสงครามจะใช้ชั่วโมงการเรียนการสอนเพื่อเล่าเหตุการณ์ความป่าเถื่อนและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศของตนเองอย่างชัดแจ้ง และเมื่อเวลาผ่านไปนักศึกษาจะค่อย ๆ ซึมทราบว่า “การปลุกระดมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรุนแรง” คือหนทางสุดท้าย ปัญหานี้ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อนักศึกษาที่ไปศึกษาต่างแดน แทนที่จะได้รับความรู้ แต่กลับถูกล้างสมองและปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรง นักศึกษาเหล่านี้ไม่เพียงถูกปลูกฝังด้วยแนวคิดเช่นนี้ แต่ยังนำแนวคิดนี้เข้ามาใช้ในประเทศของตนเองอีกด้วย

เหตุใดต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงว่าที่สมาชิกใหม่

อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพในการเข้าถึงคนหนุ่มสาว และช่วยกลบจุดอ่อนของผู้ก่อการร้ายในการเฟ้นหาและชักชวนสมาชิกคนหนุ่มสาวรายใหม่ ๆ นายบรูซ ฮอฟแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายกล่าวว่า “ทุกวันนี้กลุ่มก่อการร้ายแทบทุกกลุ่มทั่วโลกต่างมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง และมีหลายเว็บไซต์ที่มีหลายภาษาโดยมีข้อความที่แตกต่างกันที่ปรับให้เข้ากับผู้รับสารเฉพาะกลุ่ม” ในอดีตนั้น การล้างสมอง การสรรหาสมาชิก และการฝึกฝนของผู้ก่อการร้ายอาศัยการพบปะต่อหน้าระหว่างสมาชิกใหม่และผู้สรรหา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา การประสานงานและการเดินทาง แต่อินเทอร์เน็ตช่วยลัดขั้นตอนเหล่านี้ด้วยการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ง่ายดาย ไร้ขอบเขตและเป็นนิรนาม บทบาทของอินเทอร์เน็ตในฐานะตัวกระตุ้นแนวคิดหัวรุนแรงได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินการของผู้ก่อการร้ายอย่างสิ้นเชิง เพราะช่วยเพิ่มขอบเขตและโอกาสในการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการดำเนินการอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้เพราะคนหนุ่มสาวกับอินเทอร์เน็ตเป็นของคู่กัน เมื่อดูตามสถิติจะเห็นได้ว่าการใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่มคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้พัฒนาจากการกระบวนการค้นคว้าข้อมูลด้วยการสื่อสารทางเดียวของแต่ละบุคคล (เรียกกันว่า เว็บ 1.0) ไปเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความเคลื่อนไหว เชื่อมต่อกันเป็นสังคม และผู้ใช้มีส่วนร่วม ที่ซึ่งคนหนุ่มสาวสามารถใช้เพื่อติดต่อสื่อสาร สนทนา สร้างและเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ (เรียกกันว่า เว็บ 2.0) นอกจากเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ในอินเทอร์เน็ตทั้งอีเมล ห้องสนทนา กลุ่มออนไลน์ ฟอรัม กระดานส่งข้อความเสมือนจริง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดที่คนหนุ่มสาวเข้าชมและใช้งานอยู่บ่อย ๆ ก็เป็นสื่อที่ผู้ก่อการร้ายหันมาใช้เป็นค่ายฝึกเสมือนจริงเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยมีฟอรัมออนไลน์ที่ใช้สำหรับการล้างสมองและการแจกจ่ายคู่มือ คำแนะนำ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย

เด็กวัยรุ่นผู้ต่อสู้ร่วมกับกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับรัฐอิสลามในมาราวี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 หลังจากถอนตัวออกจากการต่อสู้

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าวิตกคือ ผู้ก่อการร้ายสามารถคาดเดาแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นของคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ และใช้ประโยชน์ในส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มตาลีบัน ซึ่งในอดีตเคยลงโทษผู้ที่มีอุปกรณ์โทรทัศน์อยู่ในครอบครอง แต่ทุกวันนี้กลับมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองและคอยอัปเดตข้อมูลวันละหลายครั้ง การพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ก่อการร้ายเข้าใจในพลังอำนาจและศักยภาพของอินเทอร์เน็ต

ความสามารถของผู้ก่อการร้ายในการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้อย่างสร้างสรรค์ เพิ่มโอกาสให้ผู้ก่อการร้ายเข้าถึงผู้คนได้อย่างไร้ขอบเขต โดยเปลี่ยนจากการดำเนินการจากสภาพทางกายภาพไปเป็นโลกไซเบอร์ นอกจากนี้ อินเทอร์เน็ตยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการเป็นจุดนัดพบของผู้ก่อการร้ายทั่วโลก เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทแทนที่สนามรบ ในฐานะที่เป็นสถานที่นัดประสานงานเพื่อร่วมกันต่อสู้ในอุดมการณ์เดียวกัน

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ นักวิเคราะห์คงจะเข้าใจได้ว่าคนหนุ่มสาวถูกปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรงผ่านโลกออนไลน์โดยไม่ต้องพบปะกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก่อการร้ายคนอื่น ๆ ได้อย่างไร

แม้ในอดีตผู้ก่อการร้ายจะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่สารแห่งความเกลียดชัง แต่ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงความสามารถในการค้นหาบุคคล การปลูกฝัง และการเปลี่ยนคนคนหนึ่งให้กลายมาเป็นผู้ก่อการร้ายหน้าใหม่ที่พร้อมก่อเหตุอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ การปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรงทางอินเทอร์เน็ตจึงถือเป็นวิธีการปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรงด้วยตัวเอง กระบวนการ “จากหน้าจอคอมพิวเตอร์สู่สนามรบ” นี้เป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ และเราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของความพยายามในการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างสิ้นเชิง

สนามรบต่อไป

ความสามารถของผู้ก่อการร้ายในการหาสมาชิก การล้างสมอง การชักชวน และการใช้คนหนุ่มสาวเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความรุนแรงในเชิงการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชนิดพลิกโฉม นอกจากนี้ ผู้ก่อการร้ายยังแสดงให้เห็นถึงความชำนาญในการแต่งข้อความที่ใช้เพื่อชักจูงคนหนุ่มสาว และความคิดอันแพรวพราวในด้านการใช้สื่อทางเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านั้น

ในสมรภูมินี้ หลายหน่วยงานต่างฝ่าฟันเพื่อต่อต้านและควบคุมแนวโน้มการเข้าถึงคนหนุ่มสาวของผู้ก่อการร้าย ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายกำลังพัฒนากลยุทธ์เพื่อพุ่งเป้าและดึงดู คนหนุ่มสาว แต่หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายยังคงมุ่งใช้กำลังเข้าปราบปรามเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ จำเป็นต้องเข้าใจถึงพลังความสัมพันธ์ระหว่างคนหนุ่มสาวและการก่อการร้าย ปัจจัยที่ควรค้นคว้าและพิจารณาคือคุณลักษณะของคนหนุ่มสาวที่เข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายและเหตุผลที่เข้าร่วม กระบวนการที่ผู้ก่อการร้ายใช้ในการปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรงและการล้างสมองเมื่อสรรหาสมาชิกวัยหนุ่มสาว และการตรวจสอบโครงการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อการป้องกันไม่ให้คนหนุ่มสาวมีแนวคิดในเชิงสุดโต่งหรือการก่อการร้าย การทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่และใช้ขั้นตอนทั้งเชิงรุก เชิงป้องกัน และอย่างมีไหวพริบเท่านั้นที่ประเทศชาติและภาครัฐจะสามารถดำเนินการเพื่อเอาชนะความท้าทายนี้ได้

สนามรบต่อไปที่เกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายอาจจะไม่ได้อยู่ในโลกภายนอก หากแต่เป็นโลกของจิตใจและอารมณ์ของคนหนุ่มสาว หากภาครัฐไม่สามารถปรับความคิดและความเข้าใจของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ไม่เพียงแค่ภาครัฐจะสูญเสียแรงสนับสนุน แต่คนหนุ่มสาวเหล่านี้อาจตั้งตนเป็นศัตรูกับภาครัฐในอนาคตก็เป็นได้

หุ้น