• Home »
  • ติดอันดับ »
  • จีนเพิ่มการควบคุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านแม่น้ำโขง
จีนเพิ่มการควบคุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านแม่น้ำโขง

จีนเพิ่มการควบคุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านแม่น้ำโขง

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

ปัจจุบันจีนใช้ระบบเขื่อนควบคุมการไหลของแม่น้ำโขง ซึ่งมีความยาว 4,800 กิโลเมตรและเป็นสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของประชากรกว่า 60 ล้านคนที่อาศัยตามริมฝั่งแม่น้ำในพม่า กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม จีนสามารถควบคุมกว่าหนึ่งในสี่ส่วนของปริมาตรการไหลของน้ำต่อปีผ่านเครือข่ายเขื่อนต้นน้ำที่มีอยู่ของตนจำนวนหกแห่ง

การควบคุมนี้อาจเพิ่มขึ้นอีกหากมีการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นในบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง

“ผลกระทบต่ออาหารและการดำรงชีวิตในปัจจุบันมีอยู่มาก แต่อาจเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมหากมีการอนุมัติเขื่อนขนาดใหญ่จำนวน 11 แห่งที่ได้มีการนำเสนอ โดยจีนมีส่วนเกี่ยวข้องถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้” นายเอลเลียต เบรนนัน นักวิจัยอิสระเขียนเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ในดิอินเทอร์พรีเตอร์ วารสารออนไลน์ในเว็บไซต์ของสถาบันโลวี ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในออสเตรเลีย จีนสนับสนุน 6 โครงการใน 11 โครงการหลักที่มีการนำเสนอ อินเตอร์แนชันนัล ริเวอร์ส ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระบุ มีการวางแผนที่จะสร้างเขื่อนอีก 30 แห่งในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นรองป่าแอมะซอนเท่านั้นในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ระบบเขื่อนของจีนยังคงสร้างความตึงเครียดให้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเป็นการคุกคามความมั่นคง แหล่งอาหาร และการค้าขายทางน้ำ นักวิเคราะห์อธิบาย ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าการสร้างเขื่อนของจีนเทียบเท่ากับการสร้างเกาะเทียมและการจัดกำลังทางทหารในทะเลจีนใต้ที่เป็นข้อพิพาท

“การที่จีนสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงและได้มาซึ่งความได้เปรียบเหนือประเทศต่าง ๆ ตามลุ่มแม่น้ำนั้นเทียบเท่าและเชื่อมโยงกับการก่อสร้างเกาะเทียมและการติดตั้งอาวุธในเกาะเทียมในทะเลจีนใต้” ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในประเทศไทยกล่าวต่อเว็บไซต์ นิกเคอิ เอเชียน รีวิว เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 “วิธีการของรัฐบาลจีนนั้นเรียบง่ายพอ ๆ กับที่สร้างความขัดแย้งอย่างโจ่งแจ้งต่อทุกสายตา นั่นคือ สร้างก่อน เจรจาทีหลัง”

ยิ่งไปกว่านั้น การควบคุมการไหลของน้ำของจีนส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ นักวิเคราะห์กล่าว ในทศวรรษ 90 (พ.ศ. 2533-2542) ความจำเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือในระดับภูมิภาคพุ่งสูงขึ้นเมื่อจีนเริ่มสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบนโดยไม่หารือกับประเทศต่าง ๆ ตามลุ่มแม่น้ำ แม่น้ำโขงไหลจากที่ราบสูงทิเบตในจีนผ่านมณฑลยูนนานเข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไหลผ่านพม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามลงไปยังทะเลจีนใต้ (ภาพ: ผู้หญิงชาวกัมพูชาขนน้ำจากแม่น้ำโขงไปยังชุมชนของตนในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561)

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลที่ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว ไทยและเวียดนาม และจัดตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2538 ยังไม่ประสบความสำเร็จในการจำกัดการกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวของจีน ใน พ.ศ. 2558 จีนได้จัดตั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าเป็นการลดทอนบทบาทของคณะกรรมธิการแม่น้ำโขงอย่างมาก

“กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างเป็นวิธีหนึ่งที่จีนใช้ในการแสดงให้เห็นว่าจีนจะไม่เล่นตามกฎเกณฑ์ของผู้ใด จีนมัดมือชกโดยการสร้างเขื่อนที่ต้นน้ำอันเป็นผลเสียต่อประเทศที่อยู่ตามลุ่มแม่น้ำ แล้วจัดตั้งหน่วยงานของตนเองเพื่อปฏิเสธอำนาจของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” ดร.ฐิตินันท์กล่าว

การดำเนินการสร้างเขื่อนต่อไปจะทำให้การแปลงแม่น้ำโขงเป็นเครือข่ายคลองและทะเลสาบที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าและเอื้อต่อการขนส่งทางเรือได้สำเร็จ แต่จะเป็นการทำลายการประมงและเกษตรกรรมตามชายฝั่งของแม่น้ำ การวิจัยหลายแหล่งสรุป ยกตัวอย่างเช่น เขื่อนตามแม่น้ำโขงในปัจจุบันได้ลดปริมาณตะกอนที่มีความจำเป็นอย่างมากต่อเกษตรกรรมและความสมดุลของระบบนิเวศไปประมาณร้อยละ 60 ตามรายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ของสถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อกโฮล์ม

“ผู้ที่อยู่ต้นน้ำเป็นผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการควบคุมน้ำ” ดร.อภิสม อินทรลาวัณย์ นักวิชาการแห่งสถาบันการศึกษาและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย กล่าวต่อเว็บไซต์ foreignpolicy.com เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 “ผู้ที่อยู่ปลายน้ำเป็นผู้ที่จะได้รับความเสียหาย เราจะได้ไฟฟ้า แต่เราจะสูญเสียการประมง หากพิจารณาผลกระทบที่จะตามมา ความสูญเสียด้านการประมงนั้นยิ่งใหญ่กว่าผลดีที่ได้รับจากไฟฟ้า”

การวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2560 โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในประเทศไทยค้นพบว่า ประเทศที่อยู่ตามลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างจำนวนสี่ประเทศจะได้รับความเสียหายสุทธิ 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท) หากโครงการสร้างเขื่อนกว่า 40 แห่งที่มีการวางแผนไว้สร้างเสร็จภายใน พ.ศ. 2573 นอกจากนี้ ความเสียหายด้านการประมงจะมีมากกว่าไฟฟ้าปริมาณ 110,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงที่เขื่อนจะผลิตได้

นอกจากจะให้อำนาจควบคุมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคกับจีนแล้ว โครงการเหล่านี้ยังจะทำให้จีนมีอำนาจควบคุมทางการเมืองเหนือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นายเบรนนันกล่าวต่อหนังสือพิมพ์ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561″หลังจากกว่าหนึ่งทศวรรษแห่งการทูตที่ไม่คืบหน้า ในที่สุดรัฐบาลจีนก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนในภูมิภาคนี้” นายเบรนนันกล่าว “หากรัฐบาลจีนสามารถเข้าควบคุมการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง สิ่งนี้จะกลายเป็นเครื่องมือหลักของจีนในการเพิ่มพูนอำนาจและส่งอิทธิพลต่ออาเซียน”

หุ้น