ญี่ปุ่นมุ่งลงทุนและพัฒนาแอฟริกา

ญี่ปุ่นมุ่งลงทุนและพัฒนาแอฟริกา

ทอม แอบกี

ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาล่าสุดของญี่ปุ่นที่มีต่อแอฟริกาสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระเบียงความเติบโตเอเชียและแอฟริกา ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการพัฒนาและความร่วมมือสำหรับแอฟริกาที่ผู้นำของญี่ปุ่นและอินเดียได้วางแผนไว้เมื่อหลายปีก่อน

ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560 จนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ญี่ปุ่นได้ให้คำมั่นหรือมอบเงินช่วยเหลือรวม 50 รายการให้กับประเทศในทวีปแอฟริกา โดยเป็นจำนวนเงินทั้งหมดกว่า 5 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) ตามข้อมูลจากโครงการช่วยพัฒนาอย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น

เงินช่วยเหลือสำหรับโครงสร้างพื้นฐานเป็นหนึ่งในจำนวนเงินช่วยเหลือขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งรวมถึงเงินจำนวน 18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 561 ล้านบาท) สำหรับระบบพลังงานความร้อนใต้พิภพในเอธิโอเปีย 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 623 ล้านบาท) สำหรับการขยายปรับปรุงวิทยาลัยการศึกษาในมาลาวี 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 935 ล้านบาท) สำหรับการฟื้นฟูระบบชลประทานในมาดากัสการ์ และ39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.2 พันล้านบาท) สำหรับการปรับปรุงศูนย์บริการสุขภาพในโรงพยาบาลในแซมเบีย

นายชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตอกย้ำคำมั่นของญี่ปุ่นที่มีต่อแอฟริการะหว่างการพูดคุยกับนายซีริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ในวันเข้ารับตำแหน่งของนายรามาโฟซาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 นายอะเบะกล่าวต่อนายรามาโฟซาว่าญี่ปุ่นจะยังคง “ทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการประชุมนานาชาติโตเกียวว่าด้วยการพัฒนาแอฟริกาครั้งที่ 6 เกี่ยวกับมาตรการที่จะลงทุนเพื่ออนาคตของแอฟริกา” ตามคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ภาพ: นายซีริล รามาโฟซา รองประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ในขณะนั้น (ซ้าย) พบกับนายชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่บ้านพักอย่างเป็นทางการของนายอะเบะในกรุงโตเกียว)

การประชุมนานาชาติโตเกียวว่าด้วยการพัฒนาแอฟริกาครั้งที่ 6 เป็นโครงการที่มุ่ง “พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ สร้างระบบบริการสุขภาพที่ยืดหยุ่น และวางรากฐานสำหรับสันติภาพและเสถียรภาพ” ตามคำบรรยายของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เงินรวมทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 9.3 แสนล้านบาท) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนตั้งแต่ พ.ศ. 2559 จนถึง พ.ศ. 2561 การประชุมนานาชาติโตเกียวว่าด้วยการพัฒนาแอฟริกาครั้งที่ 7 มีกำหนดจะจัดขึ้นช่วงต้น พ.ศ. 2562 ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น

“ญี่ปุ่นกำลังพยายามที่จะขยายอิทธิพลของตนและประชันหน้ากับจีน” นายแฮร์รี ซา นักวิเคราะห์ด้านภูมิภาคเอเชียกล่าวต่อ ฟอรัม นายซาเป็นนักวิเคราะห์อาวุโสที่สถาบันกลาโหมและยุทธวิธีศึกษาแห่งวิทยาลัยนานาชาติศึกษา เอส. ราชา รัตนัม ในสิงคโปร์

“แต่ความพยายามนี้เป็นมากกว่าการแข่งขันเชิงภูมิศาสตร์การเมือง ญี่ปุ่นต้องการรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างที่ว่าด้วยกฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศ และบรรทัดฐานของนานาชาติ” นายซากล่าว

นักวิเคราะห์ได้ให้คำอธิบายถึงระเบียงความเติบโตเอเชียและแอฟริกาว่าเป็นอีกทางเลือกนอกเหนือจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ซึ่งเป็นกลยุทธ์การพัฒนาระหว่างประเทศที่รัฐบาลจีนได้ริเริ่มและขยายไปยังแอฟริกา โดยให้ความช่วยเหลือในโครงการต่าง ๆ อย่างเช่น เส้นทางรถไฟมอมบาซา-ไนโรบีในประเทศเคนยา รอยเตอร์รายงาน

ระเบียงความเติบโตเอเชียและแอฟริกาเป็นโครงการที่ริเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 โดยนายอะเบะและนายนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย โครงการนี้ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในแอฟริกา ทั้งในด้านสุขภาพและเภสัชกรรม เกษตรกรรมและเกษตรแปรรูป การจัดการภัยพิบัติและการพัฒนาทักษะ ตามคำแถลงวิสัยทัศน์ของโครงการฉบับ พ.ศ. 2560

แถลงการณ์ดังกล่าวได้ยกย่องการประชุมนานาชาติโตเกียวว่าด้วยการพัฒนาแอฟริกาสำหรับการพัฒนาสภาพสังคมและเศรษฐกิจในแอฟริกาผ่านเงินอุดหนุนและความช่วยเหลือทางเทคนิค โดยระบุว่าความต่อเนื่องนี้จะผสานกับการปฏิบัติงานของระเบียงความเติบโตเอเชียและแอฟริกา โดยญี่ปุ่นและอินเดียจะร่วมมือกันพร้อมกับหุ้นส่วนอื่น ๆ

“ความต้องการเชิงการพัฒนา ความเชื่อมโยง และโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกา ยิ่งใหญ่เกินกว่าจีนหรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะรับมือได้เพียงลำพัง” นายซากล่าว “แม้ว่าจะมีระเบียงความเติบโตเอเชียและแอฟริกาที่พัฒนาเต็มที่แล้ว ทั้งสองโครงการย่อมยังไม่เพียงพอ พูดอีกอย่างก็คือ ยิ่งมากยิ่งดี นอกจากนี้ เมื่อมีระเบียงความเติบโตเอเชียและแอฟริกาแล้ว โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป ทั้งสองโครงการจะต้องแข่งขันกัน ซึ่งอาจส่งผลให้มีการลดราคาลงหรือมีการเพิ่มระดับคุณภาพของการพัฒนา”

นายทอม แอบกี เป็นผู้สื่อข่าวสมทบของ ฟอรัม รายงานจากสิงคโปร์

หุ้น