ท่าทีใน การป้องปราม

ท่าทีใน การป้องปราม

ขีปนาวุธบราห์มอสจะช่วยเสริมสร้างกลยุทธ์การป้องกันตามแบบของอินเดีย

นางเดบาลินา โกซอล

นเดียและจีนกำลังเสริมสร้างขีดความสามารถด้านป้องกันของตนให้มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความแข็งแกร่งตามแบบเพื่อป้องปรามกันและกัน อินเดียได้เฝ้าดูการพัฒนาทางทหารของจีนตามแนวชายแดนโดยพฤตินัยระหว่างสองประเทศนี้ที่มียาว 4,057 กิโลเมตร ที่เรียกกันว่า เส้นควบคุมแท้จริง

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 รัฐบาลอินเดียได้สั่งการให้กองทัพบกอินเดียนำขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียงบราห์มอส พิสัยทำการ 290 กิโลเมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แรมเจ็ต ไปประจำการที่รัฐอรุณาจัลประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดน เนื่องจากขีปนาวุธนี้เป็นระบบอาวุธที่เชื่อถือได้สำหรับการสงครามภูเขา

ขีปนาวุธบราห์มอสซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างสำนักงานออกแบบจรวดของสหพันธรัฐรัสเซียและองค์การพัฒนาและวิจัยด้านกลาโหมของอินเดีย สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2.8 มัค หรือประมาณสามเท่าของความเร็วเสียง ขีปนาวุธนี้มีวิถีโคจรที่คล่องแคล่วเพื่อจะสามารถหลบหลีกระบบป้องกันภัยขีปนาวุธของข้าศึก ด้วยพิสัยทำการ 290 กิโลเมตร ขีปนาวุธนี้จึงสามารถเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้ในมุม 75 องศา

บราห์มอสมีระบบนำวิถีขั้นสูง จึงสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ ขีปนาวุธนี้สามารถเคลื่อนที่เป็นรูปตัว “เอส” ในระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะเข้าโจมตีการสกัดกั้น ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มระดับความอยู่รอดและความสามารถในการโจมตีที่รุนแรงถึงชีวิต ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่า บราห์มอสเป็นขีปนาวุธที่ “ตรวจจับได้ยาก” และมี “ขีดความสามารถในการทะลุทะลวง”
บริษัทร่วมทุนระหว่างรัสเซียและอินเดียที่ชื่อว่า บราห์มอส แอโรสเปซ กำลังดำเนินการพัฒนาเพื่อให้ขีปนาวุธสามารถเคลื่อนที่แนวดิ่งได้ในมุม 90 องศา ความสามารถนี้จะทำให้ขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายที่ซ่อนอยู่หลังเทือกเขาได้ หนังสือพิมพ์ เดอะไทมส์ ออฟ อินเดีย รายงานในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ว่า ขีดความสามารถในการทำมุม 90 องศาในอนาคตอาจทำให้ขีปนาวุธนี้มีขีดความสามารถในการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบิน บราห์มอสเป็นขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือที่มีความเร็วมากที่สุดในการปฏิบัติการ

การใช้งานในขอบเขตที่กว้างขึ้น

ขีปนาวุธบราห์มอสถูกนำมาใช้งานในกองทัพบกอินเดียตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 กองทัพเรืออินเดียก็ได้ติดตั้งระบบขีปนาวุธเรียบร้อยแล้วที่สามารถยิงออกจากเรือดำน้ำ เรือ อากาศยานหรือฐานยิงเคลื่อนที่บนยานพาหนะทางบก นอกจากนี้ กองทัพอากาศอินเดียจะนำขีปนาวุธบราห์มอสรุ่นเล็กกว่าที่ปล่อยจากอากาศมาติดตั้งในอากาศยานซุคฮอย-30 เอ็มเคไอ ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ขั้นสูงชนิดสองเครื่องยนต์ที่มีความได้เปรียบทางอากาศของอินเดีย ซึ่งอินเดียได้รับสิทธิบัตรและผลิตในอินเดีย การพัฒนาและการบูรณาการระบบดังกล่าวขณะนี้อยู่ในขั้นสูงแล้ว

กรมทหารอรุณาจัลประเทศของอินเดียจะเป็นกรมที่สี่ที่มีขีปนาวุธบราห์มอสสำหรับการปฏิบัติการ โดยใช้งบประมาณ 4.3 หมื่นล้านรูปี (ประมาณ 674 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 2.4 หมื่นล้านบาท) กรมทหารที่ 864 ในสังกัดกองพลทหารปืนใหญ่ที่ 41 ในรัฐอรุณาจัลประเทศจะได้รับมอบหมายให้ดูแลและใช้งานขีปนาวุธเหล่านี้ กรมทหารดังกล่าวจะมีขีปนาวุธบราห์มอส บล็อก 3 จำนวน 100 ลูก ซึ่งมีขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง เครื่องยิงเคลื่อนที่ที่ทำงานโดยอิสระห้าเครื่องที่ติดตั้งบนรถบรรทุกขับเคลื่อน 12 ล้อที่ใช้สำหรับงานหนัก รวมทั้งฐานบังคับการเคลื่อนที่และยานพาหนะส่งกำลังบำรุงเคลื่อนที่ กรมทหารต่าง ๆ ก่อนหน้านี้มีขีปนาวุธบราห์มอสรุ่นแรก ๆ ได้แก่ บราห์มอส บล็อก 1 และ 2 ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการโจมตีเป้าหมายขนาดเล็กที่มีเรดาร์ภาคตัดขวางต่ำในสภาพแวดล้อมที่มีความสับสนวุ่นวาย ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะไทมส์ ออฟ อินเดีย
เครื่องยิงขีปนาวุธดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายได้ในทุกสภาพภูมิประเทศ ขีปนาวุธบราห์มอสสามลูกที่แยกเก็บไว้ในส่วนบรรจุแต่ละส่วนจะถูกติดตั้งในเครื่องยิงแต่ละเครื่อง ขีปนาวุธนี้สามารถยิงได้ทีละลูกหรือระดมยิงห่างกันลูกละสองถึงสามวินาทีภายในเวลาสี่นาทีหลังจากได้รับคำสั่ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการตอบสนองที่รวดเร็ว

จีนได้เตือนอินเดียในเรื่องการนำขีปนาวุธบราห์มอสมาประจำการในรัฐอรุณาจัลประเทศ ทางการจีนเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวอาจ “ส่งผลเชิงลบ” ต่อเสถียรภาพของชายแดน และยืนยันว่าระบบอาวุธดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อทิเบตและมณฑลยูนนาน ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ พีเพิลส์ ลิเบอเรชัน อาร์มี เดลี ของทางการกองทัพปลดปล่อยประชาชน จีนยังให้เหตุผลต่อว่า ขีปนาวุธดังกล่าวที่มีขีดความสามารถในการเคลื่อนที่แนวดิ่ง “อาจเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตีแบบฉับพลัน” และอาจ “ทำลายเป้าหมายที่เวลาคือปัจจัยที่สำคัญอย่างเครื่องยิงขีปนาวุธ และเป้าหมายที่มั่นคงอย่างศูนย์บัญชาการ” หนังสือพิมพ์ พีเพิลส์ ลิเบอเรชัน อาร์มี เดลี ระบุ

“การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนระหว่างอินเดียและจีนคือสิ่งสำคัญซึ่งทั้งสองประเทศจะต้องบรรลุฉันทามติ” พ.อ. หวู่ เฉียน โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนกล่าวยืนยันในระหว่างการบรรยายสรุปต่อสื่อในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 “เราหวังว่าทางอินเดียจะสามารถทำได้มากกว่านี้เพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนแทนที่จะทำในทางตรงกันข้าม” พ.อ. หวู่กล่าวเพิ่มเติม ตามรายงานของเว็บไซต์ www.indianexpress.com ความคิดของอินเดียในเรื่อง “การถ่วงดุลและการเผชิญหน้า” คือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการนำขีปนาวุธมาประจำการ เพื่อ “ป้องปรามจีนและสร้างข้อได้เปรียบทางทหารในพื้นที่ชายแดน” พ.อ. หวู่กล่าว อย่างไรก็ตามขีปนาวุธดังกล่าวมี “พิสัยค่อนข้างใกล้ซึ่งจะไม่สามารถสร้างภัยคุกคามต่อพื้นที่ของจีนที่อยู่ลึกเข้าไป”

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของกองทัพบกอินเดียได้ตอบโต้การยืนยันของจีนในประเด็นขีปนาวุธบราห์มอส โดยให้สัมภาษณ์กับเอ็นดีทีวีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ว่า “ความคิดเกี่ยวกับภัยคุกคามและความกังวลในเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องของเรา และวิธีการจัดการกับประเด็นเหล่านี้ด้วยการนำทรัพยากรมาใช้ในดินแดนของเราก็ไม่ใช่ธุระของคนอื่น”

ชายแดนแห่งความขัดแย้ง

ข้อพิพาทเกี่ยวกับชายแดนระหว่างอินเดียและจีนในรัฐอรุณาจัลประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ การต่อสู้ในสงครามระหว่างจีนและอินเดียในปี พ.ศ. 2505 เกิดขึ้นประปรายในพื้นที่นี้ แม้ทั้งสองประเทศจะลงนามในข้อตกลงว่าด้วยเรื่องเส้นควบคุมแท้จริงในปี พ.ศ. 2539 แต่จีนก็ได้อ้างสิทธิในพื้นที่ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2549 การแทรกซึมชายแดนโดยทหารจีนเข้าไปยังรัฐอรุณาจัลประเทศคือข้อกังวลของอินเดียในช่วงหลายปีที่ผ่านมาขณะที่ความตึงเครียดก่อตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ จีนยังเรียกรัฐอรุณาจัลประเทศว่าทิเบตตอนใต้

ในปี พ.ศ. 2550 จีนปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้กับนายคเณศ โคยู ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของอินเดียที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อศึกษาดูงาน จีนให้เหตุผลว่า นายโคยูนั้นมาจากรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งจีนเชื่อว่าเป็นดินแดนของตน ดังนั้น นายโคยูจึงไม่จำเป็นต้องมีวีซ่า รัฐบาลจีนยังแสดงความไม่พอใจเมื่อนายมานโมฮัน ซิงห์ ซึ่งเป็นนายก

รัฐมนตรีอินเดียในขณะนั้นได้เดินทางไปเยือนรัฐอรุณาจัลประเทศในปี พ.ศ. 2552 ก่อนการเลือกตั้งสมัชชาแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ออกแถลงการณ์ที่ระบุว่า รัฐบาลจีน “ไม่พอใจอย่างยิ่งกับการที่ผู้นำอินเดียเดินทางไปเยือนพื้นที่ที่มีกรณีพิพาท” ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะฮินดี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 นายฮาริช เรวัต มุขมนตรีแห่งรัฐอุตตราขัณฑ์ ได้ยืนยันว่ามีทหารจีนรุกล้ำเข้าไปดินแดนของอินเดียตามแนวชายแดนระหว่างรัฐอุตตราขัณฑ์และจีนที่มีความยาว 350 กิโลเมตร

หลายปีก่อน จีนได้นำขีปนาวุธ ดีเอฟ-21 ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงแข็ง สามารถยิงจากระบบเคลื่อนที่บนท้องถนนและมีขีดความสามารถในการส่งนิวเคลียร์และหัวรบตามแบบ มาใช้แทนขีปนาวุธ ดีเอฟ-3 ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงเหลวและประจำการอยู่ในพื้นที่ชายแดนระหว่างจีนและอินเดีย ขีปนาวุธ ดีเอฟ-21 ถูกนำไปประจำการในเมืองเต๋อหลิงฮาในตอนกลางของมณฑลชิงไห่ และสามารถเข้าถึงเป้าหมายในอินเดีย ในพื้นที่เต๋อหลิงฮายังมีขีปนาวุธข้ามทวีปคือ ดีเอฟ-31 และ ดีเอฟ-31เอ ที่สามารถเข้าถึงเป้าหมายในอินเดีย

ในทางตรงกันข้าม ขีปนาวุธบราห์มอสของอินเดียมีขีดความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักตามแบบ 300 กิโลกรัม อินเดียตั้งใจที่จะจำกัดพิสัยทำการของขีปนาวุธบราห์มอสไว้ที่ 290 กิโลเมตรและน้ำหนักบรรทุก 300 กิโลกรัมด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก รัสเซียซึ่งพัฒนาขีปนาวุธร่วมกับอินเดียเป็นสมาชิกของระบอบควบคุมเทคโนโลยีขีปนาวุธ และไม่สามารถร่วมพัฒนาขีปนาวุธหรือขีปนาวุธร่อนที่มีพิสัยทำการมากกว่า 300 กิโลเมตรและมีน้ำหนักบรรทุกมากกว่า 500 กิโลกรัม เนื่องจากระบอบควบคุมเทคโนโลยีขีปนาวุธกำหนดว่า ขีปนาวุธที่มีขีดความสามารถทางนิวเคลียร์จะมีพิสัยทำการตั้งแต่ 300 กิโลเมตรขึ้นไปและมีน้ำหนักบรรทุก 500 กิโลกรัมขึ้นไป ประการที่สอง การจำกัดพิสัยทำการของขีปนาวุธไว้ในระยะไม่เกิน 300 กิโลเมตรจะทำให้อินเดียสามารถส่งออกระบบขีปนาวุธไปยังประเทศเพื่อนบ้านพันธมิตรที่อยู่ภายใต้บรรทัดฐานของระบอบควบคุมเทคโนโลยีขีปนาวุธ ประเทศต่าง ๆ เช่น เวียดนามและฟิลิปปินส์ที่มีข้อพิพาททางด้านดินแดนกับจีนได้แสดงความสนใจที่จะซื้อระบบขีปนาวุธดังกล่าว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อินเดียได้เข้าเป็นสมาชิกของระบอบควบคุมเทคโนโลยีขีปนาวุธในขณะที่จีนไม่ได้เป็นสมาชิก อย่างไรก็ตาม จีนได้ปฏิเสธไม่ให้อินเดียเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ค้านิวเคลียร์ ด้วยเหตุผลที่ว่าอินเดียยังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ นี่คือการยืนกรานอย่างหนักแน่นโดยนายหวัง ชุน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกรมควบคุมอาวุธในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศของจีน โดยนายหวังได้กล่าวว่า “ประเทศที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกจะต้องลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์”

การป้องปรามภัยคุกคาม

ผู้เชี่ยวชาญบางรายแย้งว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลของจีนอย่าง ดีเอฟ-21 และ ดีเอฟ-31 นั้นไม่สามารถเทียบเคียงกันได้กับขีปนาวุธพิสัยใกล้ของอินเดียอย่างบราห์มอส เพราะขีปนาวุธพิสัยไกลในหมวดดีเอฟสามารถเข้าถึงเป้าหมายในอินเดียได้ขณะที่บราห์มอสทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อินเดียอาจใช้ขีปนาวุธบราห์มอสเป็นอาวุธป้องปรามทางยุทธวิธีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถตามแบบเพื่อต้านทานจีน อินเดียยังมีขีปนาวุธอัคนี 5 ซึ่งมีพิสัยทำการ 5,000 กิโลเมตร และกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่มีพิสัยทำการไกลกว่านี้ นั่นก็คือ อัคนี 6 ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปที่อาจมีพิสัยทำการ 10,000 กิโลเมตร

รัสเซียกำลังสร้าง เอสเอ-21 ซึ่งเป็นระบบขีปนาวุธพิสัยไกล (400 กิโลเมตร) ชนิดยิงจากพื้นสู่อากาศที่มีขีปนาวุธต่อต้านทางยุทธวิธีและมีขีดความสามารถของอากาศยานที่ตรวจจับได้ยากและมีเพดานบินต่ำ โดยจะส่งออกให้กับจีนในปี พ.ศ. 2560 และน่าจะส่งออกให้กับอินเดียในปี พ.ศ. 2563

ในขณะเดียวกัน นักวิจัยอินเดียกำลังทดสอบขีปนาวุธบราห์มอสรุ่นต่อไปที่มีขนาดเล็กกว่า เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าและตรวจจับได้ยากกว่าขีปนาวุธที่มีขนาดใหญ่กว่า นอกจากนี้ อินเดียกำลังพัฒนาบราห์มอส-2 ซึ่งเป็นขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียงที่มีความเร็ว 7 มัค

กองทัพบกอินเดียยังเตรียมที่จะจัดซื้อระบบปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์น้ำหนักเบาแบบลากจูง เอ็ม 777 ขนาด 155 มิลลิเมตร ลำกล้อง 39 คาลิเบอร์ จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ กองทัพบกอินเดียกำลังจัดตั้งกองทัพน้อยโจมตีในพื้นที่ภูเขาที่ 17 ในรัฐอรุณาจัลประเทศซึ่งได้รับการอนุมัติในปี พ.ศ. 2556 ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 มีรายงานว่าความพยายามในการสร้างถนนสายใหม่ ทางรถไฟสายยุทธศาสตร์และที่ตั้งสำคัญเพื่อนำทรัพยากรทางทหารมาประจำการเพิ่มเติมนั้นกำลังดำเนินต่อไปแม้อินเดียจะล้าหลังจีนในแง่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ช

หุ้น