ผลประโยชน์อันงดงามจากอุตสาหกรรมกองทัพเรือ

ผลประโยชน์อันงดงามจากอุตสาหกรรมกองทัพเรือ

ญี่ปุ่นเพิ่มระดับการป้องกันทางทะเล

นายสาโรช บานา

อุตสาหกรรมกองทัพเรือของญี่ปุ่นได้รับแรงกระตุ้นจากโครงการต่อเรือรบเร่งรัดของรัฐบาลที่ทำให้ความพยายามในการเสริมสร้างการป้องกันทางทะเลเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทะเลล้อมรอบซึ่งประกอบไปด้วยเกาะหลัก ๆ สี่เกาะ และเกาะอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 6,848 เกาะ ญี่ปุ่นจึงมีภารกิจที่ยากลำบากในการรักษาความมั่นคงของเส้นทางคมนาคมทางทะเลซึ่งเป็นเส้นทางนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่ของประเทศจากเอเชียตะวันตก ถ่านหินจากอินโดนีเซียและธัญพืชจากออสเตรเลีย กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกังวลว่าสถานการณ์ความมั่นคงรอบ ๆ ประเทศ “จะทวีความรุนแรงขึ้น”

อีกฟากหนึ่งของทะลญี่ปุ่นคือที่ตั้งของประเทศเกาหลีเหนือผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่าย ๆ ที่โอ้อวดขีดความสามารถตามแบบและขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของตนอย่างเปิดเผย และชาติที่มีการกระทบกระทั่งกันอย่างจีนที่มุ่งมั่นที่จะมีอิทธิพลเหนือทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกตลอดจนพื้นที่อื่น ๆ จีนมีความขัดแย้งกับรัฐบาลญี่ปุ่นมานานแล้วในเรื่องดินแดนที่เป็นเกาะในทะเลจีนตะวันออกที่จีนเรียกว่าเกาะเตียวหยูและญี่ปุ่นเรียกว่าเกาะเซนกากุ ญี่ปุ่นยังคัดค้านการเข้าควบคุมหมู่เกาะลีอังคอร์ต ร็อกส์ โดยเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นเรียกว่าหมู่เกาะทาเคชิมาและเกาหลีใต้เรียกว่าหมู่เกาะด็อกโด นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีข้อพิพาทกับรัสเซียที่กินเวลายาวนานถึง 60 ปี ในประเด็นหมู่เกาะคูริลซึ่งทอดยาวตั้งแต่เกาะฮอกไกโดตอนเหนือของญี่ปุ่นไปจนถึงปลายคาบสมุทรคัมชัตคาของรัสเซีย ด้วยความขัดแย้งดังกล่าว ญี่ปุ่นและรัสเซียจึงยังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

แนวทางว่าด้วยโครงการด้านกลาโหมของญี่ปุ่นที่ออกมาในปี พ.ศ. 2556 เพื่อใช้ในปี พ.ศ. 2557 และปีต่อ ๆ ไประบุว่า “ในหมู่ประเทศ ต่าง ๆ นั้น มีสถานการณ์ที่ ‘ไม่ชัดเจน’ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเด็นที่เกี่ยวกับอาณาเขต อำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในทะเล” นอกจากนี้ “ในอาณาเขตทางทะเล นอกเหนือจากปัญหาการปล้นสะดมทางน้ำแล้ว บรรดาประเทศชายฝั่งยังต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิของตนและดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในทะเลหลวงอย่างไม่สมควร”

ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงหันไปใช้กองกำลังทหารเรือและกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบกอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ ขณะนี้ญี่ปุ่นมีแผนที่จะต่อเรือฟริเกตสองลำต่อปีเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป โดยจะเป็นเรือฟริเกตขนาด 3,000 ตัน ที่มีความคล่องแคล่วและติดอาวุธพร้อมพรั่ง นับจนถึงปี พ.ศ. 2560 ญี่ปุ่นได้ต่อเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตันปีละลำให้กับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น สิ่งนี้บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะมีกองเรือขนาดกะทัดรัดแต่มีขีดความสามารถขั้นสูงและติดอาวุธครบครัน และสามารถนำเรือฟริเกตเหล่านี้ออกปฏิบัติภารกิจการกวาดล้างทุ่นระเบิดและไล่ล่าเรือดำน้ำ

การสร้างขุมทรัพย์

อู่ต่อเรือของบริษัทต่าง ๆ ของญี่ปุ่น เช่น มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์, เจแปน มารีน ยูไนเต็ด คอร์เปอเรชัน, คาวาซากิ เฮฟวี อินดัสทรีส์, ซูมิโตโมะ เฮฟวี อินดัสทรีส์ และมิตซูอิ เอนจิเนียริง แอนด์ ชิปบิวล์ดิง อาจต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้สัญญาการต่อเรือฟริเกตขนาด 3,000 ตัน ดังกล่าวจำนวนแปดลำ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่า 375 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อลำ (หรือประมาณ 1.23 หมื่นล้านบาท) เพื่อให้แน่ใจว่าอู่ต่อเรือต่าง ๆ จะมีธุรกิจเพียงพอเพื่อจะสามารถจะดำเนินงานต่อไปได้ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้ระบุว่า บริษัทที่ได้รับเลือกให้ทำสัญญามูลค่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 9.82 หมื่นล้านบาท) นี้จะต้องทำสัญญากับผู้ประมูลรายอื่น ๆ เพื่อให้รับช่วงงานต่อไป

สัญญาได้ถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ให้กับผู้ประมูลหลายรายมาแล้วในอดีต ได้แก่ มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์, มิตซูอิ, ซูมิโตโมะ เฮฟวี อินดัสทรีส์, ฮิตาชิ โซเซน คอร์เปอเรชัน และไอเอชไอ มารีน ยูไนเต็ด อินคอร์เปอเรชัน ห้าบริษัทนี้ได้ทำสัญญาต่อเรือพิฆาตชั้นอาซากิริแปดลำ ซึ่งเข้าประจำการในระหว่างปี พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2534 เรือเหล่านี้เป็นรุ่นที่พัฒนาจากเรือพิฆาตชั้นฮัตซูยูกิ และหลังจากปลดระวางก็ได้มีการนำเรือพิฆาตชั้นมูราซามิมาใช้งานแทน

ภาวะตกต่ำทางอุตสาหกรรมอย่างรุนแรงในช่วงทศวรรษที่ 1970 พ.ศ. (2513-2522) ถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 (พ.ศ. 2523-2532) ทำให้บริษัทต่อเรือในญี่ปุ่นหลายรายต้องปรับเปลี่ยนตนเอง เช่น บริษัทฮิตาชิที่ปรับเปลี่ยนขอบข่ายธุรกิจเป็นการบำบัดน้ำและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนระบบและกระบวนการทางอุตสาหกรรม บริษัทฮิตาชิได้รวมการดำเนินงานด้านการต่อเรือของตนเข้ากับ เอ็นเคเค คอร์เปอเรชัน ในปี พ.ศ. 2545 เพื่อจัดตั้งกิจการร่วมค้าในชื่อ ยูนิเวอร์ซัล ชิปบิวล์ดิง และต่อมาได้รวมกิจการเข้ากับ ไอเอชไอ มารีน ยูไนเต็ด อินคอร์เปอเรชัน ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อจัดตั้ง เจแปน มารีน ยูไนเต็ด คอร์เปอเรชัน บริษัทฮิตาชิเริ่มดำเนินธุรกิจในนามบริษัท โอซากา ไอรอน เวิร์กส์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2424 และได้เปลี่ยนชื่อเป็นฮิตาชิในปี พ.ศ. 2486

เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์สองลำที่สร้างขึ้นใหม่โดย เจแปน มารีน ยูไนเต็ด คอร์เปอเรชัน ซึ่งเป็นเรือทหารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ได้ดึงดูดความความสนใจจากผู้คนทั่วโลก เรือเจเอส อิซูโมะ ขนาด 19,500 ตัน ซึ่งเป็นเรือลำแรกของชั้นอิซูโมะ และเรือเจเอส คากะ ซึ่งเป็นเรือลำที่สองของชั้นนี้ที่ต่างเข้าประจำการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเรือบรรทุกอากาศยานเชิงรุกที่มีขีดสามารถในการใช้โดรนตรวจการณ์ไร้คนขับ ซึ่งสามารถส่งออกไปปฏิบัติการล่วงหน้าก่อนที่จะใช้เครื่องบินปีกตรึงโดยปรับเปลี่ยนดาดฟ้าเรือตามความเหมาะสม

นักวิเคราะห์หลายรายพิจารณาว่าความเป็นไปได้นี้จะถูกยับยั้งโดยรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพของประเทศ ซึ่งมาตรา 9 ระบุว่า “ญี่ปุ่นจะไม่คงไว้ซึ่งกองกำลังทางบก ทางทะเลและทางอากาศ ตลอดจนศักยภาพในการทำสงครามอื่น ๆ” ที่จริงแล้ว กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นยังไม่ถือกำเนิดขึ้นจนกระทั่งเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นเวลา 53 ปีหลังจากที่มีการจัดตั้งหน่วยงานป้องกันประเทศในปี พ.ศ. 2497 รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นฉบับปี พ.ศ. 2490 ถูกกำหนดขึ้นโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังฝ่ายพันธมิตรที่เข้าปกครองญี่ปุ่นเมื่อสงครามสิ้นสุดลงจนถึงปี พ.ศ. 2495 และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังกำหนดให้มีการรื้อถอนระบบอุตสาหกรรมทางทหารอันยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นและยกเลิกการเป็นรัฐแห่งลัทธิทหาร

เนื่องจากถูกจำกัดการเข้าร่วมในการวิจัยและการพัฒนาอาวุธ ญี่ปุ่นจึงเริ่มฟื้นฟูอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533-2542) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่นได้ดำเนินการไปในทิศทางนี้แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ แรงผลักดันจากสงครามเย็นและสงครามเกาหลีได้ทำให้ญี่ปุ่นสร้างระบบการป้องกันประเทศขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ในปี พ.ศ. 2557 นายชินโซ อะเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งประกาศเจตนารมณ์ของตนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมภายในสิ้นปี พ.ศ. 2560 ได้ยกเลิกกฎหมายห้ามการส่งออกอาวุธที่มีการบังคับใช้มานานหลายสิบปี และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ได้เพิ่มงบประมาณทางกลาโหมติดต่อกันเป็นปีที่ห้าเป็นเงิน 4.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าส่วนส่วนประกอบที่ใช้ในทางทหารของญี่ปุ่นเพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถจัดหาสิ่งเหล่านี้ให้กับโครงการทางด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ได้สะดวกขึ้น และอนุญาตให้ผู้จำหน่ายอาวุธของสหรัฐฯ เข้าถึงเทคโนโลยีทางการทหารของญี่ปุ่น

โครงการจำหน่ายยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ กับต่างชาติทำให้บริษัทต่าง ๆ ของญี่ปุ่นเข้าไปมีส่วนร่วมกับระบบกองทัพเรือเพื่อเข้าร่วมในอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ในฐานะผู้รับเหมาช่วง ส่วนประกอบและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่บริษัทเหล่านี้จัดหา ได้แก่ โซนาร์ ทรานสดิวเซอร์ ที่ใช้ทดแทนเทียบเท่า ทีอาร์-343 สำหรับ เอสคิวเอส-53ซี โซนาร์ โดยจัดหาให้กับ เอ็นอีซี คอร์เปอเรชัน และฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์โปรแกรมประยุกต์บางส่วนสำหรับระบบแสดงผลในระบบอำนวยการรบเอจิส โดยจัดหาให้กับบริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ และบริษัทฟูจิตสึ ตามลำดับ

แบบแผนการปฏิบัติทางทะเล

ด้วยเศรษฐกิจการเดินเรือที่ทรงอิทธิพลอย่างมากพร้อมด้วยแบบแผนการปฏิบัติในการต่อเรือและสถานะทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ทำให้กองทัพเรือญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในกองทัพเรือที่มีศักยภาพและมีความยืดหยุ่นมากที่สุด อุตสาหกรรมการเดินเรือญี่ปุ่นที่ผลิตรูปแบบตัวเรือที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทำให้สามารถต่อเรือที่มีขีดความสามารถขั้นสูงสุดที่ติดตั้งระบบบริหารจัดการการรบที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบนำทาง เครื่องตรวจจับสัญญาณและยุทโธปกรณ์ที่มีศักยภาพ

สรรพาวุธนี้มีที่มาจากเทคนิคการสร้างอาวุธที่เกิดขึ้นในช่วงปลายยุคกลางของญี่ปุ่น (ศตวรรษที่ 14 ถึง 16) ภายใต้การปกครองของรัฐบาลโชกุนมุโระมะชิ (ระบอบคณาธิปไตยทหาร) เทคนิคเหล่านี้ทำให้สามารถสร้างดาบ “เหล็กญี่ปุ่น” ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ซามูไรเปลี่ยนจากการเป็นนักยิงธนูไปเป็นนักดาบ

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนไปใช้อาวุธปืนเมื่อชาวญี่ปุ่นได้รู้จักกับปืนไฟระบบสแน็ป แมทช์ล็อก ที่ชาวโปรตุเกสได้นำเข้ามาในประเทศ หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ทาเนกะชิมา ญี่ปุ่นได้สร้างปืนใหญ่และเรือกลไฟตามรูปแบบของอังกฤษภายในช่วงทศวรรษที่ 1860 (พ.ศ. 2403-2412)

ในช่วงหลายปีต่อมา บรรดาอู่ต่อเรือสำหรับกองทัพเรือและอู่ต่อเรือเอกชนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจด้านการเดินเรือ หรือที่เรียกว่า ไซบัตสึ ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเก่าแก่ของประเทศที่มีมานานแล้ว เช่น มิตซูบิชิ มิตซูอิและซูมิโตโมะ

อุตสาหกรรมกองทัพเรือและอุตสาหกรรมการทหารโดยรวมของญี่ปุ่น คือระบบของบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำสัญญาโดยตรงจากกระทรวงกลาโหมและมอบหมายงานส่วนใหญ่ให้กับบริษัทที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมักจะทำสัญญารับช่วงกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า อู่ต่อเรือกองทัพเรือและอู่ต่อเรือเอกชนของญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในการผลิตเรือในประเทศ โดยใช้อุปกรณ์โซนาร์และเรดาร์ที่ผลิตในประเทศ ตลอดจนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ สำหรับเรือดำน้ำ อู่ต่อเรือเหล่านี้มีใบอนุญาตจากผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐฯ และยุโรปอย่างถูกกฎหมายสำหรับเทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบควบคุมการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแนวดิ่งที่ใช้กับเรือและเรือดำน้ำ ตลอดจนระบบป้องกันระยะประชิดและระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำที่ติดตั้งกับตัวเรือ

ตัวอย่างเช่น เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีชั้นอาตาโกะลำใหม่สองลำ และเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถีชั้นคงโงสี่ลำที่ประจำการก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ต่อขึ้นโดยบริษัทมิตซูบิชิ ได้มีการติดตั้งระบบอำนวยการรบเอจิสและระบบการสงครามใต้น้ำของบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ทำให้เรือเหล่านี้เป็นเรือป้องกันภัยขีปนาวุธที่มีประสิทธิภาพและมีขีดความสามารถขั้นสูงในการตรวจจับภัยคุกคามทางทะเล ทางอากาศและใต้น้ำ เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีชั้นอาตาโกะเป็นหนึ่งในบรรดาเรือรบผิวน้ำที่มีประสิทธิภาพสุดในโลก และญี่ปุ่นมีทางเลือกว่าจะสร้างอีกสองลำหรือไม่ เชื่อว่าเพียงสองลำที่มีอยู่ก็สามารถป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธให้กับญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 บริษัทคาวาซากิได้ส่งมอบเรือดำน้ำชั้นโซริวแปดลำ และอีกสองลำกำลังอยู่ในระหว่างการสร้าง ด้วยระวางขับน้ำ 2,950 ตัน เรือชั้นนี้จึงเป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนแบบธรรมดาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และจะเป็นเรือดำน้ำลำแรกของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่นที่ติดตั้งระบบเครื่องยนต์ค็อกคัมส์ สเตอร์ลิง ที่ไม่ต้องพึ่งอากาศจากผิวน้ำเพื่อยืดเวลาการอยู่ใต้น้ำ

การต่อเรือเหล่านี้จะแบ่งงานกันระหว่างบริษัทคาวาซากิและบริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งทั้งสองบริษัทตั้งอยู่ที่ท่าเรือโกเบ คาวาซากิและมิตซูบิชิยังได้ต่อเรือดำน้ำชั้นโอยาชิโอะ 11 ลำ ในช่วงปี พ.ศ. 2537 ถึง พ.ศ. 2549 เรือดำน้ำชั้นโซริวลำแรกเข้าประจำการในปี พ.ศ. 2552 และเรือดำน้ำชั้นโอยาชิโอะเข้าประจำการในช่วงปี พ.ศ. 2541 ถึง พ.ศ. 2551 แนวทางในการสร้างเรือดำน้ำของญี่ปุ่นคือการสร้างเรือชั้นใหม่ทุก ๆ ยี่สิบปีโดยประมาณโดยพัฒนาต่อจากชั้นก่อนหน้านี้ เรือดำน้ำชั้นโซริวถูกสร้างขึ้นโดยพัฒนาต่อจากชั้นโอยาชิโอะ และเรือดำน้ำชั้นโอยาชิโอะคือผลผลิตจากการพัฒนาเรือดำน้ำชั้นฮารุชิโอะในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533-2542)

อย่างไรก็ตาม เรือดำน้ำชั้นโซริวของบริษัทคาวาซากิและบริษัทมิตซูบิชิก็ไม่ผ่านการประกวดราคาของโครงการออกแบบและต่อเรือดำน้ำรุ่นใหม่จำนวน 12 ลำของออสแตรเลียที่มีมูลค่าสัญญา 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.24 ล้านล้านบาท) บริษัทดีซีเอ็นเอสของฝรั่งเศส (ซึ่งปัจจุบันคือ เนวัล กรุ๊ป) ได้ชนะการประกวดราคาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 เพื่อทำสัญญาต่อเรือดำน้ำ ช็อร์ตฟิน บาร์ราคูดา บล็อก 1เอ ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับกองทัพเรือออสเตรเลีย ผู้เข้าประกวดราคาหลักรายที่สามคือบริษัททีสเซนครุป มารีน ซิสเต็มส์ ของเยอรมนี ที่นำเสนอการผลิตเรือดำน้ำ ไทป์ 216

การแข่งขันด้านการประกวดราคา

การจัดซื้ออาวุธมักจะกลายเป็นการตัดสินใจทางการเมืองมากกว่าการตัดสินใจทางทหาร และมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในการประกวดราคาทางทหารระดับโลก บริษัทดีซีเอ็นเอสได้พยายามชักจูงทางการออสเตรเลียในเรื่องระดับเสียงของเรือดำน้ำของบริษัททีสเซนครุป มารีน ซิสเต็มส์ ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าวออสเตรเลีย www.theaustralian.com.au ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 รัฐบาลออสเตรเลียแจ้งกับรัฐบาลเยอรมนีว่าเรือดำน้ำ ไทป์ 216 มีระดับ “การแพร่กระจายเสียง” ที่ “ไม่สามารถยอมรับได้” และให้เหตุผลว่าเรือดังกล่าวมีการแพร่กระจายเสียงเฉพาะตัวในระดับสูงในความถี่ที่จะส่งผลสำคัญยิ่งต่อกองทัพเรือออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการแสดงนัยว่าเรือดำน้ำนี้ขาดคุณสมบัติในการหาข่าวกรองใกล้พื้นที่ชายฝั่งโดยไม่ถูกตรวจจับ อย่างไรก็ตาม เมื่อทางเยอรมนีได้สอบถามในเรื่องความถี่และเหตุผลที่ไม่มีการเน้นย้ำในเรื่องนี้ในขั้นตอนการประมูลหรือตั้งข้อสงสัยว่าเสียงดังกล่าวมาจากเครื่องจักรกลภายใน ใบพัดหรือตัวเรือหรือไม่ ทางออสเตรเลียก็ยุติการแสดงความคิดเห็น โดยอธิบายว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับ

ขณะที่การประกวดราคากำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ได้มีการรั่วไหลของข้อมูลในวงกว้างเกี่ยวกับเรือดำน้ำชั้นสกอร์ปิเนของอินเดียที่บริษัทดีซีเอ็นเอสกำลังดำเนินการสร้าง ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลมาจากการจารกรรมข้อมูลทางการค้าของบริษัท

เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ออสเตรเลียระบุว่าเรือดำน้ำชั้นโซริวไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาใช้แทนเรือชั้นคอลลินส์ ในการทำสัญญาครั้งล่าสุดที่ผ่านมา บริษัทดีซีเอ็นเอสได้ตกลงที่จะสร้างเรือดำน้ำในเมืองอดีเลดโดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่นเดียวกับการสร้างเรือดำน้ำชั้นสกอร์ปิเนที่อู่ต่อเรือมาซากอนในเมืองมุมไบ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยินยอมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีทางทหารที่เป็นข้อมูลสำคัญตามแบบแผนการปฏิบัติที่มีมานาน ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนจุดยืนในเวลาต่อมา แต่กว่าจะถึงตอนนั้น รัฐบาลออสเตรเลียก็มีทางเลือก อื่น ๆ แล้ว

สำหรับการยื่นประมูลที่ใกล้จะมาถึงนี้ เพื่อสร้างเรือดำน้ำรุ่นใหม่หกลำของอินเดียที่ติดตั้งระบบเครื่องยนต์ที่ไม่ต้องพึ่งพาอากาศจากผิวน้ำเพื่อยืดเวลาการอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมีมูลค่าสัญญา 8.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 2.71 แสนล้านบาท) และอยู่ภายใต้โครงการที่ชื่อ โปรเจ็ก-75 ของกองทัพเรืออินเดีย บริษัทมิตซูบิชิและบริษัทคาวาซากิจะเสนอเรือดำน้ำชั้นโซริว โดยมีผู้ร่วมประมูลรายอื่น ๆ ได้แก่ บริษัท ทีสเซนครุป มารีน ซิสเต็มส์, บริษัทเนวัล กรุ๊ป, บริษัทนาวานเทียของสเปน, บริษัทค็อกคัมส์ของสวีเดน และบริษัทรูบิน ดีไซน์ บูโร ของรัสเซีย

ด้วยประสบการณ์และวัฒนธรรมทางทะเลที่มีอยู่มากมาย อุตสาหกรรมกองทัพเรือญี่ปุ่นจะดำเนินการปฏิบัติให้ได้มาตรฐานสูงสุดที่ตนตั้งไว้ โดยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อตอบสนองข้อกำหนดอันละเอียดถี่ถ้วนของบรรดาลูกค้าที่มีวิสัยทัศน์

นี่คือความอุ่นใจของกองทัพเรือหลายแห่งของ 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กลุ่มความร่วมมือนี้ที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรวมทั้งสิ้น 2.56 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 84 ล้านล้านบาท) มีประชากรรวม 639 ล้านคน และครบรอบวาระ 50 ปีแห่งการก่อตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ชายฝั่ง เนื่องจากประเทศที่ชอบการเผชิญหน้าอย่างจีนมุ่งมั่นที่จะมีอิทธิพลเหนือทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกรวมถึงที่อื่น ๆ และเกาหลีเหนือผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่าย ๆ ที่โอ้อวดขีดความสามารถตามแบบและขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของตนอย่างเปิดเผย

แม้ว่าหุ้นส่วนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม จะต่างฝ่ายต่างพัฒนาการป้องกันประเทศโดยกองทัพเรือของตนเพื่อรักษาความมั่นคงของเส้นทางคมนาคมทางทะเลและป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางทะเล แต่ในฐานะองค์กรโดยรวมแล้วไม่มีการกำหนดกลยุทธ์ในการป้องกันร่วมกันตามแนวทางของกลุ่มพันธมิตรทางทะเลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ของอาเซียน หลักการพื้นฐานหกข้อของอาเซียนว่าด้วยทะเลจีนใต้ และแถลงการณ์ร่วมในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่หนึ่ง แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้ใฝ่สันติอย่างเปิดเผย ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะ “ส่งเสริมการปรึกษาหารือและเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการกับภัยคุกคามและความท้าทายที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศสมาชิกอาเซียน” การประชุมสุดยอดกับจีนจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ หนึ่งปีหลังจากที่จีนได้กลายเป็นคู่เจรจาของอาเซียนอย่างเต็มตัว

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 ศาลอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก ได้ตัดสินคดีที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยื่นฟ้อง โดยอ้างว่ารัฐบาลจีนได้ “ละเมิดสิทธิอธิปไตยของฟิลิปปินส์” และ “ไม่มีมูลฐานทางกฎหมาย” ในการขยายการอ้างสิทธิของจีนเหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ จีนไม่ยอมรับคำตัดสินและถือว่าคำตัดสินนี้ “เป็นโมฆะ” และ “ปฏิเสธอธิปไตยเหนือดินแดนทางทะเล” ของจีน

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การแสดงตนอย่างครอบคลุมของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่นสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงการป้องปรามที่มีประสิทธิภาพต่อความพยายามใด ๆ ก็ตามที่เป็นภัยคุกคามตลอดทั่วพื้นที่ทะเล

ญี่ปุ่นได้แสดงความเอื้อเฟื้อในเรื่องนี้โดยได้จำหน่าย ให้ยืมหรือมอบทรัพยากรทางทะเลหรือของกองทัพเรือให้กับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ภายใต้โครงการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ญี่ปุ่นได้มอบเรือตอบโต้อเนกประสงค์ขนาด 44 เมตรสามลำให้กับหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ จากทั้งหมด 10 ลำที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยอีกเจ็ดลำที่เหลือจะส่งมอบภายในปี พ.ศ. 2561 เรือส่วนใหญ่จะเป็นเรือของหน่วยยามฝั่งมากกว่าเรือรบของกองทัพเรือที่ใช้ในน่านน้ำที่มีกรณีพิพาทในภูมิภาคเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะกระตุ้นความบาดหมาง รัฐบาลญี่ปุ่นยังจะมอบเรือลาดตระเวนขนาด 90 เมตรสองลำให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ และให้เช่าอากาศยานบีชคราฟต์ ทีซี-90 คิง แอร์ ที่ผ่านการใช้งานแล้วห้าลำเพื่อใช้ในการลาดตระเวนทางทะเล

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นกำลังจัดหาเรือลาดตระเวนใหม่หกลำให้กับเวียดนาม โดยก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้มอบเรือประมงหกลำแก่รัฐบาลเวียดนาม ซึ่งเป็นเรือที่ผ่านการใช้งานแล้วและได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นเรือลาดตระเวนสำหรับหน่วยยามฝั่งและกระทรวงการประมงของเวียดนาม หน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นยังได้บริจาคเรือลาดตระเวนชั้นโอจิกะที่ปลดประจำการแล้วสองลำให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย ซึ่งเป็นเรือขนาด 92 เมตรที่มีดาดฟ้าสำหรับจอดเฮลิคอปเตอร์

นอกเหนือจากเรดาร์ตรวจการณ์ทางทะเลที่ติดตั้งในซูลาเวซีตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการตรวจจับวัตถุทางทะเล นางซูซี ปุดเจียสตูตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและการประมงอินโดนีเซียยังมองหาเรดาร์อีกหกตัวจากญี่ปุ่น โดยให้เหตุผลว่าเรดาร์เหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อความปลอดภัยทางทะเล นางปุดเจียสตูตีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะไม่จำเป็นต้องจัดสรรเงินทุนสำหรับการจัดหาเรดาร์ หากญี่ปุ่นตกลงที่จะมอบเรดาร์ที่ผ่านการใช้งานแล้วแก่อินโดนีเซีย นางปุดเจียสตูตีระบุว่าเรดาร์นี้มีพิสัยทำการ 250 กิโลเมตร ขีดความสามารถดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นในการพิสูจน์ทราบการปรากฏตัวของเรือต่างชาติในน่านน้ำอินโดนีเซีย

ในหมู่กองทัพเรือด้วยกัน กองทัพเรือญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในกองทัพเรือที่น่าเกรงขามที่สุดในอินโดเอเชียแปซิฟิกที่น่าจะสามารถลดทอนอิทธิพลของกองทัพเรือจีนได้ ความเป็นมืออาชีพและความสามารถในระดับสูงได้ส่งเสริมให้กองทัพญี่ปุ่นมีความแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันก็สร้างความผูกพันกับชาติมหาอำนาจทางทะเลอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลียและอินเดีย โดยแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถอันแข็งแกร่งในพื้นที่ปฏิบัติการ


เทคโนโลยีป้องกันประเทศของอินเดีย

นวัตกรรมในการวิจัยและการพัฒนาทางทหาร

นางเดบาลีนา โกชาล

เพื่อผลิตระบบอาวุธของตนเอง รัฐบาลอินเดียได้ก่อตั้งองค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมขึ้นในปี พ.ศ. 2501 ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการวิจัยและพัฒนากลาโหมและกระทรวงกลาโหม องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมเกิดจากการควบรวมกันระหว่างหน่วยงานพัฒนาทางเทคนิคของกองทัพบกอินเดีย กรมการพัฒนาและผลิตทางเทคนิค และองค์กรวิทยาศาสตร์การป้องกันประเทศ

องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมมีความเชี่ยวชาญในสาขาการบิน อาวุธยุทโธปกรณ์ วิศวกรรมในสนามรบ อิเล็กทรอนิกส์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วัสดุ ขีปนาวุธ และระบบอาวุธทางเรือ

แผนกการบินขององค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ เช่น ระบบเอวิโอนิกส์ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินรบขนาดเบา ระบบถ่ายภาพทางพื้นดิน ระบบบูรณาการข้อมูล และระบบกู้คืนร่มชูชีพ

องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมซึ่งเริ่มจากห้องปฏิบัติการวิจัยเพียง 10 แห่ง ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการทั้งหมดถึง 47 แห่ง เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าทุกอย่างตั้งแต่เกษตรกรรมเพื่อการป้องกันประเทศและการพัฒนายานรบ ไปจนถึงวิศวกรรมชีวการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ ขีปนวิธีในระยะปลายทาง และการศึกษาการถล่มของหิมะ

นายอวินาศ ชานเดอร์ อดีตผู้อำนวยการองค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมระบุว่า องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมจะใช้เวลาสี่ถึงห้าปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนสำเร็จ หลังจากที่ตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะทำการผลิต

องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมของอินเดียนำขีปนาวุธบราห์มอสมาจัดแสดงในงานแสดงนวัตกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ที่จัดขึ้นที่กรุงนิวเดลี ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

นอกจากนี้ องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมยังให้คำแนะนำทางเทคนิคแก่เหล่าทัพต่าง ๆ ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศและกองทัพเรือของอินเดีย และยังรวมถึงการจัดทำข้อกำหนด การประเมินระบบอาวุธที่ต้องการจัดหา ความปลอดภัยของอาวุธปืนและวัตถุระเบิด และการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์และสถิติเมื่อเกิดปัญหาทางยุทธการ

องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดำเนินความพยายามเพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งสามเหล่าทัพ การพัฒนาที่โดดเด่นขององค์การ ได้แก่ เครื่องฝึกบินจำลองสำหรับอากาศยาน ที่บรรจุจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ร่มหน่วงความเร็วของเครื่องบินขับไล่ ระบบอาวุธเบา ระบบสนับสนุนขีดความสามารถในการรบตอนกลางคืน ระบบระเบิดลูกปรายสำหรับนักบินขับไล่ ทุ่นระเบิดทำลายเรือ ระเบิดรุ่นใหม่ ปืนใหญ่ภูเขา ปืนใหญ่สนามขนาดเบาและเรดาร์ตรวจการณ์ ระบบโซนาร์ขั้นสูงบนเรือและทุ่นตรวจจับโดยใช้คลื่นโซนาร์ ท่อยิงตอร์ปิโด วัสดุและวัสดุผสมขั้นสูงสำหรับใช้ในทางทหาร และการประมวลผลแบบขนานด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณข้อมูลอากาศพลศาสตร์ เป็นต้น

เนื่องจากอินเดียมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบอาวุธและยุทโธปกรณ์ของตนภายใต้โครงการ “ผลิตในอินเดีย” ดังนั้น สิ่งสำคัญยิ่งคือการที่องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมต้องพยายามลดการนำเข้าระบบอาวุธจากต่างประเทศ ตามที่นายนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดียเคยกล่าวเอาไว้ เพื่อให้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ ดร. เอส. คริสโตเฟอร์ ประธานองค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมได้เน้นย้ำตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาถึงความจำเป็นของการส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาผลิตระบบอาวุธให้มากขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหมได้สั่งสมความทะเยอทะยานในการพัฒนาระบบอาวุธเพื่ออนาคต และหวังว่าจะสามารถเพิ่มดุลการค้าด้านกลาโหมโดยมีแผนจะส่งออกระบบอาวุธที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของตน เช่น ขีปนาวุธบราห์มอส ซึ่งเป็นขีปนาวุธร่อนพิสัยใกล้ความเร็วเหนือเสียงที่สามารถยิงได้ทั้งจากเรือดำน้ำ เรือผิวน้ำ อากาศยานและพื้นดิน

วิสัยทัศน์ 
องค์การวิจัยและพัฒนากลาโหม มุ่งมั่นสร้างความรุ่งเรืองให้แก่อินเดียด้วยการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก และสร้างความได้เปรียบให้แก่ทุกเหล่าทัพของอินเดียด้วยการมอบระบบและการตอบโจทย์ต่าง ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
ภารกิจ
  • ออกแบบ พัฒนาและเป็นผู้นำการผลิตเครื่องตรวจจับสัญญาณที่ทันสมัย ระบบอาวุธ ระบบติดตั้งอาวุธและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ แก่ทุกเหล่าทัพของชาติ
  • ตอบโจทย์ทางด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ทุกเหล่าทัพสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรบและส่งเสริมสวัสดิภาพของทหาร
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังพลที่มีคุณภาพและความมุ่งมั่น และสร้างฐานเทคโนโลยีที่เข้มแข็งภายในประเทศ
หุ้น