ยุคใหม่ แห่งการป้อมปราม

ยุคใหม่ แห่งการป้อมปราม

การกลับมาของการแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจ เป็นเหตุให้เส้นแบ่งระหว่างความขัดแย้งและสันติภาพไม่ชัดเจน

พ.อ. (เกษียณอายุราชการ) อาเธอร์ ตูลัก/กองทัพบกสหรัฐฯ

โลกทุกวันนี้ไม่ได้อยู่ในสภาวะสงคราม แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะสันติภาพอย่างแท้จริง เพื่อช่วยให้เห็นภาพความซับซ้อนและขอบเขตของสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 กรุณาไปที่เครื่องมือติดตามความขัดแย้งทั่วโลกออนไลน์ของคณะมนตรีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (หน้า 14) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 25 ประการ โดยในหกประการจากทั้งหมดนี้ได้รับการจัดอันดับว่ามีผล กระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอีกหกประการที่มีลักษณะเป็นข้อพิพาททางอาณาเขต รวมถึงความขัดแย้งที่จีนและรัสเซียได้อ้างสิทธิ์ในดินแดนอธิปไตยหรือสิทธิทางทะเลของประเทศอื่น ๆ แต่ไม่ได้รวมข้อพิพาทที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขทั้งหมด ดังนั้นความขัดแย้งในปัจจุบันและที่อาจเกิดขึ้นจึงมีจำนวนมากขึ้น

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 และยุทธศาสตร์กลาโหมแห่งชาติที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ได้ปรับปรุงจุดมุ่งเน้นระดับชาติไปที่การแข่งขันระหว่างรัฐและความขัดแย้ง รวมทั้งยกระดับความต้องการในการป้องปรามอย่างมีประสิทธิภาพ

ในแนวทางใหม่ดังกล่าว การป้องปรามจะกลับมามีความสำคัญในการตอบสนองต่อการกระทำที่รุนแรง และนโยบายของมหาอำนาจที่พยายามทำลายและพลิกผันความสงบเรียบร้อยของโลกในปัจจุบัน

ทหารยูเครนขนไม้กางเขนไปวางที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย ณ กรุงเคียฟ ประเทศยูเครนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของทหารยูเครนที่เสียชีวิตในสงครามที่กำลังเกิดขึ้นทางตะวันออกของยูเครน ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

ความสนใจใหม่ในการป้องปรามควบคู่ไปกับความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง ซึ่งกองทัพบกสหรัฐฯ ได้อธิบายไว้ว่าเป็น “โลกที่ซับซ้อน” ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศัตรูที่คาดการณ์ไว้กำลังปฏิบัติงานโดยมีข้อได้เปรียบของเส้นทางภายใน ในขณะเดียวกันยังเพิ่มระบบการต่อสู้ที่ทันสมัยและมีความสามารถมากขึ้น ไม่น่าแปลกใจที่ในยุโรป องค์การนาโตต้องเผชิญกับรัสเซียที่ฟื้นคืนและหันเหไปจากเดิม การป้องปรามเริ่มกลับมาอีกครั้ง เมื่อองค์การนาโตกำลังตรวจสอบบทบาทของการป้องปรามอีกครั้งเพื่อป้องกันสงคราม ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรรวมทั้งหุ้นส่วนกำลังร่วมมือกันเพื่อยับยั้งจีนไม่ให้มีการขยายตัวต่อไปทางทิศตะวันออกที่สร้างความสูญเสียแก่ประเทศเพื่อนบ้าน และการอ้างสิทธิ์พื้นที่ทางอากาศและอวกาศที่ได้มาด้วยวิธีการทางทหารของจีน

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2560 แสดงรายชื่อศัตรูที่เป็นไปได้ของสหรัฐอเมริกาตามลำดับต่อไปนี้ จีนและรัสเซีย ตามด้วยเกาหลีเหนือและอิหร่าน ซึ่งทั้งหมดนี้เห็นได้ว่ามีการเติบโตอย่างมหาศาลด้านความสามารถทางทหารที่สำคัญ ซึ่งออกแบบมาเพื่อต่อต้านยุทธศาสตร์ การปฏิบัติการ การเข้าถึงจุดปะทะ แนวคิดการต่อสู้สงคราม และระบบอาวุธของสหรัฐฯ ในทำนองเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐฯ ก็แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังคุกคามความสงบเรียบร้อยตามกติกาของนานาชาติ

สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับศัตรูในระดับใกล้เคียงกันตลอดทั่วทั้งโลก ซึ่งพยายามทำให้พันธมิตรของสหรัฐฯ แตกหักและปราบปรามพันธมิตรของสหรัฐฯ และพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของความขัดแย้งทางอาวุธ การใช้สงครามลูกผสมซึ่ง “ท้าทายตัวชี้วัดดั้งเดิมของการป้องปรามโดยการดำเนินปฏิบัติการที่ทำให้ความแตกต่างระหว่างสันติภาพและสงครามไม่ชัดเจน” ตามหลักการของกองทัพบกสหรัฐฯ

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ระบุว่าจีนและรัสเซียเป็นประเทศที่ท้าทายอำนาจ อิทธิพล และผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่พยายามกัดเซาะความมั่นคงและความรุ่งเรืองของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติยังแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศเป็น “มหาอำนาจที่ต้องการเปลี่ยนสถานะ” และแสดงให้เห็นว่าจีนพยายามจะ “บังคับให้สหรัฐฯ ออกไปจากภูมิภาคอินโดแปซิฟิก” ลักษณะร่วมกันของทั้งสองประเทศคือการใช้สงครามแบบลูกผสมในการแข่งขันในยามสงบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการตอบโต้ทางทหารโดยตรงและอาจเป็นความขัดแย้งทางทหารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ตามแนวคิดร่วมของเสนาธิการร่วมกองทัพบกสหรัฐฯ สำหรับการรณรงค์แบบบูรณาการที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ในขณะที่ศัตรูที่อาจเกิดขึ้นของสหรัฐฯ ยังคงไล่ตามขีดความสามารถของสหรัฐฯ และดำเนินการพิชิตดินแดนอย่างรุกราน “ความเสี่ยงในการต่อสู้จริงกับสงครามครั้งใหญ่มีความสำคัญมากกว่าที่เคย” นายไมเคิล มาซาร์ นักวิเคราะห์ที่แรนด์ ให้ข้อสังเกต

สงครามลูกผสม

ยุทธศาสตร์การทหารแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ใน พ.ศ. 2558 เป็นการกล่าวถึงสงครามลูกผสมครั้งแรก โดยอธิบายว่าเป็นการผสมระหว่างรูปแบบเดิม รูปแบบใหม่ การบังคับใช้กฎหมายและแก๊งอาชญากรสงคราม สงครามข้อมูล สงครามสื่อ และแม้แต่ช่องทางและวิธีการของผู้ก่อการร้ายในการพิจารณาการกระทำที่ดำเนินการโดยทหาร กองกำลังกึ่งทหาร ทหารรับจ้าง และกองกำลังที่ไม่ใช่ทหาร เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารแบบดั้งเดิม รวมถึงการควบคุมหรือพิชิตอาณาเขต สงครามลูกผสมพยายามสร้างความไม่แน่นอนโดยการเพิ่มความคลุมเครือของจุดมุ่งหมายระดับชาติและการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดการปฏิเสธที่สมเหตุสมผล สงครามลูกผสมยังพยายามที่จะทำให้การตัดสินใจของฝ่ายศัตรูเกี่ยวกับวิธีการตอบสนองอย่างเหมาะสมซับซ้อนขึ้น และชะลอการประสานงานของการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ

เครื่องบินขับไล่ เจ15 บินเทียบกับเรือบรรทุกอากาศยานปฏิบัติการลำแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีนเหลียวหนิงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 ในฐานะส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมรบแบบสด ๆ ในทะเลจีนตะวันออกที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเดือดร้อน เอเจนซ์ ฟรานซ์-เพรส

ในลักษณะนี้ ประเทศที่ใช้สงครามลูกผสมจะดำเนินการในลักษณะที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นความขัดแย้งทางทหารในระดับที่ใหญ่ขึ้น ตามที่นายเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นได้กล่าวไว้ มหาอำนาจที่ต้องการเปลี่ยนสถานะในทุกวันนี้และระบอบการปกครองที่เลวร้ายใช้เทคนิคของสงครามลูกผสม เช่น “การทุจริต การปฏิบัติทางเศรษฐกิจแบบกำจัดผู้อื่น การโฆษณาชวนเชื่อ การล้มล้างทางการเมือง การมอบอำนาจ และการคุกคามหรือการใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงพื้นฐาน”

สงครามลูกผสมที่ดำเนินการโดยจีนและรัสเซีย ขัดขวางและหลีกเลี่ยงความพยายามในการป้องปรามแบบดั้งเดิม โดยใช้การผสมผสานระหว่างตัวแทนและการมอบอำนาจพร้อมกับกองกำลังทางทหาร กองกำลังกึ่งทหาร และกองกำลังที่ไม่ใช่ทหารซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการทำสงครามข้อมูล การบ่อนทำลาย การบีบบังคับและการทำสงครามรูปแบบใหม่ แนวคิดร่วมของสหรัฐฯ สำหรับการรณรงค์แบบบูรณาการคาดการณ์ว่าการแข่งขันระหว่างรัฐที่ท้าทายสหรัฐฯ จะมีความต่อเนื่องและทนทาน และศัตรูจะยังคงใช้เทคนิคการบีบบังคับและสงครามลูกผสมในการแสวงหาวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์

ขณะนี้ ระบอบเผด็จการกำลังแสวงหาการพิชิตอาณาเขตโดยวิธีการทางทหารในพื้นที่ยุโรปและแปซิฟิกพร้อม ๆ กันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง จีนใช้กองเรือขุดลอกทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกสร้างเกาะเทียมขึ้นบนจุดเด่นทางทะเลที่อยู่ในเขตการกีดกันทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ห่างจากชายฝั่งของจีนเป็นระยะทางไกล ในการรักษาความมั่นคงของเกาะด้วยสงครามลูกผสม จีนได้สร้างสนามบินที่สามารถรับมือกับเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ระหว่างทวีป มีการติดตั้งที่หลบภัยเครื่องบินขับไล่ที่แข็งแกร่ง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานเรือ และอื่น ๆ หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดของการต่อสู้ครั้งนี้คือ เกาะปะการังสการ์โบโรห์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมะนิลาเมืองหลวงของฟิลิปปินส์เพียง 354 กิโลเมตร แต่อยู่ห่างจากชายฝั่งจีนที่ใกล้ที่สุดถึง 2,658 กิโลเมตร จุดเด่นทางทะเลนี้ ซึ่งเคยเป็นจุดจับปลายอดนิยมของชาวประมงฟิลิปปินส์ ขณะนี้มีการลาดตระเวนโดยหน่วยทหารกองหนุนทางทะเลของจีน และกองกำลังตำรวจพลเรือนกองกำลังรักษาชายฝั่ง ซึ่งกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเฝ้าดูทั้งสองอยู่ไกล ๆ จีนได้จัดกำลังทางทหารในด่านทหารชั้นนอกอื่น ๆ ในเกาะพาราเซลและในทะเลจีนใต้แล้ว ซึ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคดังกล่าว

ในยุโรป รัสเซียใช้สงครามลูกผสมเพื่อสนับสนุนการยึดครองไครเมียจากยูเครนใน พ.ศ. 2557 และเพื่อเริ่มต้นและเติมเชื้อเพลิงให้กับการก่อความไม่สงบในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครน โดยรัสเซียติดตั้งอาวุธสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนและอากาศยานไร้คนขับเพื่อสนับสนุนการเล็งเป้าหมายและการลาดตระเวน รถถังสมัยใหม่ และแม้กระทั่งระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานขั้นสูง ระบบขีปนาวุธเหล่านี้ซึ่งควบคุมโดยทหารรัสเซียที่ปลอมเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน ประสบความสำเร็จในการยิงเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 17 สังหารพลเรือน 298 คนใน พ.ศ. 2557 ในความพยายามผลักดันสงครามลูกผสมไปสู่ระดับใหม่ กองทัพรัสเซียได้ใช้ทหารรับจ้างในซีเรียในการโจมตีภาคพื้นดินต่อกองกำลังของสหรัฐฯ และการโจมตีทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์ต่ออากาศยานของสหรัฐฯ กำลังเพิ่มสูงขึ้น เจนส์ ดีเฟนซ์ วีคลีย์ รายงาน

สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับตัวอย่างข้างต้นที่กำลังเกิดขึ้นของสงครามลูกผสมคือ จากการรักษาความมั่นคงภาคพื้นดินโดยใช้กองกำลังลูกผสมในการปฏิบัติการทางทหาร จีนและรัสเซียได้ปรับใช้ขีดความสามารถทางทหารที่ซับซ้อนเพียงแค่อธิบายให้ยึดครองและยึดผลประโยชน์ในดินแดน ในเวลาต่อมา แต่ละประเทศได้แสดงกำลังการต่อสู้ตามแนวพิสัยที่ขยายออกไปเรื่อย ๆ ขยายการควบคุมพื้นที่การรบผ่านขีดความสามารถในการต่อต้านการเข้าถึงและการปฏิเสธพื้นที่ ในขณะที่ใช้ยุทธศาสตร์หลายด้านที่จะชะลอและสร้างความซับซ้อนให้กับกองทัพสหรัฐฯ ในภาวะวิกฤต

แนวคิดการป้องปรามรูปแบบเดิมกำลังถูกท้าทายในรูปแบบใหม่จากสงครามลูกผสม เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อบรรลุชัยชนะในดินแดนอย่างต่อเนื่องด้วยระยะเวลาในสงครามที่สั้น ในขณะที่เปลี่ยนรูปทรงสนามรบให้เป็นข้อได้เปรียบในการต่อสู้ในอนาคตหากความขัดแย้งทางอาวุธเกิดขึ้น

พื้นที่สีเทา
จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ เป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ มีความขัดแย้งใหม่กับจีนและรัสเซียเรื่องความแตกต่างทางอุดมการณ์ ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินการโดยวิธีการที่ขาดความชัดเจนของการดำเนินการทางทหารอย่างยั่งยืนโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ทางการทูต การป้องปรามรูปแบบเดิม ออกแบบมาเพื่อป้องปรามความขัดแย้งทางอาวุธ ส่วนใหญ่ล้มเหลวในการป้องปรามสงครามลูกผสมที่จีนและรัสเซียใช้ได้สำเร็จ

ผลกระทบของยุทธศาสตร์การป้องปรามที่ล้มเหลวเป็นวัฏจักรที่ต่อเนื่องของประเทศคู่แข่ง โดยใช้สงครามลูกผสมเพื่อยึดภูมิประเทศ เพื่อควบคุมพื้นที่รบตามด้วยชุดการคุกคามการต่อต้านการเข้าถึงและการปฏิเสธการเข้าพื้นที่ผ่านการใช้ระบบอาวุธเพื่อปฏิเสธการเข้าถึง ซึ่งสนับสนุนโดยปฏิบัติการด้านข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อโจมตีความแข็งแกร่งและการรวมตัวกันของพันธมิตรและความร่วมมือด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมีความต้องการที่น่าสนใจที่จะขัดขวางวงจรดังกล่าวผ่านการป้องปราม และความพยายามนี้จะต้องดำเนินการออกมาในช่วงการแข่งขัน (ยามสงบ) ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติใหม่ของสหรัฐฯ กล่าวถึงเรื่องนี้โดยเน้นย้ำว่าการป้องปรามในวันนี้ “มีความซับซ้อนที่จะทำให้สำเร็จได้มากกว่าช่วงสงครามเย็น”

สภาพแวดล้อมความมั่นคงใหม่ในศตวรรษที่ 21 นำเสนอเงื่อนไขใหม่ของ “การป้องปรามที่ท้าทาย” ซึ่งกองทัพบกสหรัฐฯ และนาวิกโยธินได้นิยามไว้ว่าเป็น “ประสิทธิภาพของการป้องปรามรูปแบบเดิมของสหรัฐฯ ที่มีการตั้งคำถามทั้งโดยการใช้การกระทำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของความขัดแย้งของศัตรูเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ และโดยทักษะที่มีศักยภาพของศัตรูในการดำเนินการเชิงรุก และรวบรวมผลประโยชน์เข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนที่สหรัฐฯ และพันธมิตรจะสามารถตอบสนองได้”

แนวคิดของการป้องปรามที่ท้าทายเน้นผลกระทบของการบ่อนทำลาย สงครามข้อมูล สงครามลูกผสม และการป้องปรามรูปแบบใหม่ต่อการป้องปรามรูปแบบเดิม เนื่องจากรัฐที่ใช้วิธีการเหล่านี้จะใช้วิธีแบบผสมผสานเพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสต่างๆ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและความเกี่ยวข้องกับการกระทำของกองกำลังลูกผสม

ตัวเลือกการตอบสนองของสหรัฐฯ

แนวคิดดั้งเดิมของการป้องปรามเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาตามที่นักวิเคราะห์ของสถาบันบรูกกิงส์อธิบาย ดังนี้ “โน้มน้าวผู้ที่อาจเป็นศัตรูว่าความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายของการกระทำที่วางแผนไว้นั้นมีมากกว่าผลกำไรใด ๆ ที่อาจหวังว่าจะบรรลุ” นายมาซาร์จากแรนด์ให้กรอบแนวคิดในการป้องปราม ซึ่งอธิบายว่าสามารถเป็นทางตรงหรือทางขยาย ทั่วไปหรือทันที การป้องปรามโดยตรงเป็นลักษณะของความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ศัตรูโจมตีสหรัฐฯ อาณาเขต และการครอบครองของตน ในขณะที่การป้องปรามที่ขยายออกไปมีเป้าหมายที่จะป้องปรามการโจมตีและการรุกรานต่อพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ การป้องปรามที่ขยายออกไปเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่าการป้องปรามโดยตรง โดยอาศัยการแสดงให้เห็นกองกำลังที่น่าเชื่อถือเพื่อส่งเสริมพันธมิตรหรือหุ้นส่วนที่ถูกคุกคาม เมื่อการป้องปรามที่ขยายออกไปของสหรัฐฯ ล้มเหลวเช่นเดียวกับในสงครามเกาหลีและก่อนหน้านั้นในปฏิบัติการเดสเสิร์ทชีลด์ สงครามที่มีค่าใช้จ่ายสูงก็เกิดขึ้นตามมา ตามที่นายมาซาร์กล่าว การป้องปรามทั่วไปคือความพยายามอย่างมั่นคงในระยะการแข่งขันหรือในสถานการณ์ที่ไม่วิกฤต ในทางตรงกันข้าม การป้องปรามในทันทีคือความพยายามในระยะสั้นและเร่งด่วนในการป้องกันการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งจะถือว่าเป็นช่วงวิกฤต การมีกองกำลังและความสามารถในการเคลื่อนทัพไปข้างหน้า การดำเนินการป้องปรามทั่วไปในระยะการแข่งขัน จะช่วยให้มีกองกำลังที่ได้รับการฝึกอบรมและพร้อมที่จะตอบสนองต่อวิกฤตเพื่อการป้องปรามในทันที

มีบทเรียนมากมายเกี่ยวกับการยับยั้งสงครามลูกผสม ดร. คริสโตเฟอร์ ชีฟวิส นักรัฐศาสตร์อาวุโสของแรนด์ คอร์ป กล่าวยืนยันใน พ.ศ. 2560 ต่อหน้าคณะกรรมาธิการกิจการทหารของรัฐสภาสหรัฐฯ ประการแรก กองกำลังทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยับยั้งกลยุทธ์สงครามลูกผสมได้: การป้องปรามอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องใช้ความพยายามและขีดความสามารถที่ไม่ใช่ทางการทหาร เช่น การทูตและการช่วยเหลือจากต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญกล่าว ประการที่สอง เพียงแค่ตอบสนองต่อการกระทำของสงครามลูกผสมโดยการเคลื่อนกำลังไปยังพื้นที่เกิดเหตุนั้นมักจะไม่เพียงพอ แม้ว่าจะเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วก็ตาม เพราะการกระทำของศัตรูเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดเผย “ภายใต้เรดาร์” โดยจงใจชะลอและสร้างความสับสนให้กับการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาและของพันธมิตรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ก่อนที่กองกำลังที่เป็นมิตรจะสามารถใช้อิทธิพลใด ๆ ได้

ประการที่สาม ยุทธศาสตร์การทำสงครามลูกผสมจะดำเนินอยู่เสมอ กระจายไปทั่วพื้นที่การรบ ปรับเปลี่ยนความรุนแรงของการกระทำ ใช้ประโยชน์จากโอกาสในเขตสีเทาระหว่างสันติภาพและวิกฤตซึ่งตอนนี้เรียกว่า “ระยะการแข่งขัน” และการใช้กำลังทหารที่เรียกว่าเป็นวิกฤตที่ต้องมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว

แนวคิดร่วมสำหรับการรณรงค์แบบบูรณาการอธิบายว่า “การแข่งขันที่ต่ำกว่าขีดจำกัดของความขัดแย้งทางอาวุธ จำเป็นต้องใช้วิธีคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นและการระงับ” และให้กรอบแนวคิดสามแง่มุมสำหรับการปฏิบัติการทางทหารในระยะการแข่งขัน การโต้แย้ง การต่อต้าน และการปรับปรุง เช่น วันนี้ เป็นไปได้ว่าจะป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม การป้องปรามจะต้องมุ่งเน้นไปที่การกำหนดพฤติกรรมของผู้กระทำที่เป็นเป้าหมายและการป้องปรามการกระทำ (เป็นรายบุคคลหรือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่ใหญ่กว่า) ที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดแทนที่จะป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ทุกรูปแบบซึ่งเป็นไปไม่ได้

การป้องปรามในโลกที่ซับซ้อนมีลักษณะเป็นสงครามลูกผสม และการต่อต้านการเข้าถึงและการปฏิเสธการเข้าพื้นที่สามารถทำได้โดยการปฏิบัติการทางทหารและกิจกรรมในช่วงการแข่งขันที่ออกแบบมาเพื่อให้ได้ผลในกรอบนี้ ความพยายามในการป้องปรามไม่ให้คู่แข่งบรรลุจุดมุ่งหมายและปรับปรุงจุดยืนเชิงกลยุทธ์โดยรวม ความพยายามในการป้องกันไม่ให้ศัตรูบรรลุผลประโยชน์เพิ่มเติม และความพยายามในการโต้แย้งการกระทำของศัตรูที่พยายามที่จะได้ผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ (เป้าหมายเชิงนโยบาย) ในขณะที่จัดการความเสี่ยง

ความพยายามในการป้องกันในการแข่งขัน สามารถทำได้โดยการใช้กำลังรูปแบบเดิมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ของพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ และโดยการปฏิบัติการในบริเวณหรือพื้นที่ที่ศัตรูต้องการควบคุม กองบัญชาการฝึกและกำหนดหลักนิยมของกองทัพบกสหรัฐฯ อธิบายแนวทางนี้ว่า “แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนพื้นที่ที่ศัตรูปฏิเสธไม่ได้ให้เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเคลื่อนที่จากระยะทางปฏิบัติการและระยะทางเชิงยุทธศาสตร์”

ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนนี้ ความพยายามในการป้องปรามการ กระทำที่เป็นปรปักษ์จะต้องมีการกระทำที่สังเกตเห็นได้ เนื่องจากแบบจำลองท่าทีของกองกำลังในยุทธบริเวณเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะป้องปรามสงครามลูกผสม สิ่งที่จำเป็นในการปราบการคุกคามคือการรบกวนระบบของศัตรูอย่างต่อเนื่องที่ทำให้สามารถใช้งานสงครามลูกผสมได้

ภารกิจที่ท้าทาย

หากสหรัฐฯ พันธมิตร และหุ้นส่วนตั้งใจที่จะหยุดความก้าวหน้าของศัตรู สงครามลูกผสมจะต้องมีการแข่งขันกันมากกว่าการสาธิตของกองกำลังและขีดความสามารถ ความก้าวหน้าของศัตรูจะต้องถูกปิดกั้นโดยการเปลี่ยนพื้นที่ที่ศัตรูเชื่อว่าทำได้หรือสามารถควบคุมให้เป็นพื้นที่มีการแข่งขันได้ การป้องปรามอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งป้องกันไม่ให้ศัตรูใช้สงครามลูกผสมหรือเริ่มต้นความขัดแย้งแบบติดอาวุธอย่างเปิดเผย จำเป็นต้องให้สหรัฐฯ พันธมิตร และหุ้นส่วนเอาชนะระบบของศัตรูในช่วงการแข่งขันในยามสงบ

ขณะนี้รัสเซียตกอยู่ในสภาวะเผชิญหน้าถาวรกับสหรัฐฯ และพันธมิตรองค์การนาโตของตนเอง ตามรายงานของ พล.อ. วาเลรี
เกราซีมอฟ เสนาธิการทหารของกองทัพรัสเซีย การคุกคามของรัสเซียซึ่งทั่วไปเรียกกันว่าหลักการของเกราซีมอฟมีการแสดงให้เห็นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เมื่อเรือยามชายฝั่งรัสเซียบุกยิง ขึ้นเครื่อง และยึดเรือของกองทัพเรือยูเครน 3 ลำที่ดำเนินการขนส่งอย่างสงบผ่านช่องแคบเคิร์ชที่แบ่งแยกทะเลอาซอฟและทะเลดำ เรือบังคับใช้กฎหมายรัสเซียใช้ความเหลื่อมล้ำของกำลังโจมตีเรือของกองทัพยูเครน ทำให้ทหารสองนายบาดเจ็บ ทั้งยังคุมขังลูกเรือและยึดเรือดังกล่าว สำนักข่าวแอสโซซิเอทเต็ด เพรส รายงาน

ในอินโดแปซิฟิก พรรคคอมมิวนิสต์จีนสร้างความตึงเครียดที่แสดงให้เห็นถึง “แนวคิดแบบสงครามเย็น” ที่ตนได้กล่าวหาสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร นายสี จิ้นผิง กล่าวในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพจีน ระหว่างการเดินทางไปยังหน่วยบัญชาการทางทหารหลายหน่วยว่า ให้พลเรือและนายพลของเขา “เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม” และการต่อต้านปฏิบัติการเสรีภาพในการเดินเรือของสหรัฐฯ ในน่านน้ำระหว่างประเทศ ตามรายงานของออสเตรเลียนิวส์คอร์ปอเรชั่น ภัยคุกคามจากการกระทำทางทหารของนายสีตามด้วยการที่เรือพิฆาตแลนโจวชั้นลูหยางของกองทัพเรือจีน โจมตีเรือยูเอสเอส ดีเคเทอร์อย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561 การเผชิญหน้าที่เป็นอันตรายดังกล่าวเกิดจากการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยกฎระเบียบระหว่างประเทศในการป้องกันการปะทะกันที่ทะเลและพระราชบัญญัติว่าด้วยการเผชิญหน้ากันในทะเลโดยไม่ได้วางแผน ซึ่งจีนเข้าร่วมเป็นผู้ลงนามใน พ.ศ. 2557 ตามรายงานของมาริไทม์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561

ทิศทางในอนาคต

ด้วยกลยุทธ์ด้านความมั่นคง กลาโหม และการทูตชุดล่าสุด สหรัฐฯ มีกรอบที่สอดคล้องกันเพื่อต่อต้านกิจกรรมที่เป็นศัตรู ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรรวมถึงความแข็งแกร่งของกำลังมากขึ้นในการดำเนินนโยบายนี้และใช้งานกลยุทธ์เหล่านี้ โลกมีความซับซ้อนมากขึ้น ผันผวนมากขึ้น ไม่แน่นอน และคลุมเครือมากกว่าที่ผ่านมาในหลายปี พล.อ. มาร์ติน เดมป์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกล่าวว่าสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงทั่วโลกในวันนี้เป็น “สิ่งที่คาดเดาไม่ได้มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในรอบ 40 ปีของการทำงานในกองทัพ” สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขด้านความมั่นคงที่ผู้เชี่ยวชาญทางทหารและประชาชนจะต้องรักษาให้อยู่ในระดับเดียวกัน


การป้องปรามที่เป็นแผนการซับซ้อนและองค์กรที่มีความแตกต่างกันเล็กน้อย

แนวคิดดั้งเดิมของการป้องปรามในยุคใหม่เห็นตัวอย่างได้จาก “ความขัดแย้งที่แช่แข็งไว้” ของแนวหน้าในสงครามเย็นตามแนวชายแดนด้านในเยอรมนีและด้านในเกาหลี รายงานของแรนด์ คอร์ป. พ.ศ. 2551 คาดการณ์ว่าการป้องปรามจะมีลักษณะเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้งในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและกลาโหมของสหรัฐฯ รวมทั้งแนะนำว่าความเข้าใจเกี่ยวกับตรรกะของการป้องปรามในช่วงสงครามเย็นจะมีความสำคัญสำหรับการพัฒนาการป้องปรามอย่างมีประสิทธิภาพต่อคู่แข่งในระดับเดียวกันและระดับใกล้เคียงกัน อำนาจในระดับภูมิภาค และผู้ดำเนินการที่ไม่ใช่ของภาครัฐ ความขัดแย้งที่แช่แข็งเหล่านี้มีลักษณะเดียวกับกองกำลังรูปแบบเดิมที่ประจำการเชิงรุก ซึ่งเตรียมพร้อมมีส่วนร่วมในการต่อสู้ภายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในสนามรบซึ่งรู้จักกันดี โดยมีขอบเขตสามส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พื้นที่การรบระยะใกล้ พื้นที่ปฏิบัติการทางลึก และพื้นที่ส่วนหลัง ในเหตุการณ์ดังกล่าว กองกำลังรูปแบบเดิมรับมือกับกองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่อ่าวโดยได้รับการสนับสนุนด้วยยุทธวิธี ยุทธบริเวณ และอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์

ทหารเรือสหรัฐฯ ตรวจดูน้ำจากสะพานของเรือยูเอสเอส คาร์ล วินสัน ระหว่างการฝึกเสรีภาพในการเดินเรือเป็นประจำในทะเลจีนใต้ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 รอยเตอร์

พื้นที่การรบที่กว้างขวางซึ่งเป็นจุดมุ่งเน้นสำหรับนาโต้และกองทัพในสนธิสัญญาวอร์ซอ มีขอบเขตจดทิศเหนือและใต้เลียบทะเลบอลติกและเมดิเตอร์เรเนียน โดยจัดเป็นกลุ่มกองทัพบกและแยกออกจากกันโดยม่านเหล็ก กองกำลังพร้อมต่อสัญญาณเตือนที่ประจำการเชิงรุกดำเนินการฝึกซ้อมประจำปี เพื่อซ้อมแผนสงครามและแสดงถึงความพร้อมในทันที โดยได้รับการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์สงครามที่มีการวางกำลังล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังเป็นแบบอย่างให้กับองค์การสหประชาชาติและกองบัญชาการกองกำลังร่วม ซึ่งวางท่าทีของกองทัพสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีในการดำเนินการตามเขตปลอดทหารที่มีต่อกองทัพเกาหลีเหนือ สนามรบช่วงสงครามเย็นเหล่านี้เหมาะสมกับรูปแบบพื้นที่การรบในระยะประชิดที่กำหนดไว้เป็นอย่างดีและส่วนใหญ่มีพื้นที่น้อยสำหรับซ้อมรบ เนื่องจากการขาดพื้นที่ที่ไม่มีผู้บุกรุกในแนวหน้า ในทั้งสองกรณี ชายแดนจะเป็นแนวหน้าของการป้องกันในลักษณะ “การป้องกันเชิงรุก”

สนามรบช่วงสงครามเย็นของความขัดแย้งที่แช่แข็งเอาไว้นี้จะไม่เห็นการเคลื่อนไหว ใด ๆ ของแนวหน้า ซึ่งประจำอยู่กับที่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็นในยุโรปและปัจจุบันยังคงอยู่กับที่บนคาบสมุทรเกาหลี พื้นที่ที่มีการแข่งขันเต็มไปด้วยสงครามที่ปะทุเป็นครั้งคราว การประท้วงใกล้สนามรบหลัก และสงครามตัวแทนในเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้ และอเมริกากลาง เมื่อเปรียบเทียบกัน แนวหน้าของสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 อยู่ในภาวะไม่แน่นอน เนื่องจากพรมแดนของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงโดยช่องทางและวิธีการทางสงครามที่ไม่ปกติและเป็นลูกผสม และจากนั้นได้รับการรักษาความปลอดภัยและป้องกันโดยกองทัพตามแบบและขีดความสามารถด้านการต่อต้านการเข้าถึงและการปฏิเสธการเข้าพื้นที่

ยกเว้นเขตปลอดทหารบนคาบสมุทรเกาหลีซึ่งเป็นที่ที่สงครามเย็นครั้งแรกไม่เคยสิ้นสุด พื้นที่การรบปัจจุบันในอินโดแปซิฟิกมีจุดเด่นจากกองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่แบ่งด้วยระยะทางที่ไกลอย่างยิ่ง พื้นที่การรบหรือพื้นที่ที่มีการแข่งขันจำนวนมากระหว่างกองกำลังเหล่านี้มีการแข่งขันกัน ตามที่แสดงให้เห็นจากปฏิบัติการเสรีภาพในการเดินเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ การอ้างสิทธิในดินแดนที่มีการแข่งขัน และความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในการเข้าไปควบคุมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนการอ้างสิทธิดังกล่าว สภาพแวดล้อมเหล่านี้เปิดโอกาสมากมายให้กับศัตรูในการปฏิบัติการตามกฎเกณฑ์ของสงครามลูกผสมของตนเองในแบบตนเอง

หุ้น