สกายเน็ต: การดำเนินคดี หรือการข่มเหง

สกายเน็ต: การดำเนินคดี หรือการข่มเหง

การขาดความเปิดเผยในการพิจารณาคดีของจีน ทำให้มีความกังวลเพิ่มขึ้นในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

ปฏิบัติการสกายเน็ต” ที่ชื่อฟังดูเป็นลางร้าย เป็นปฏิบัติการที่จีนจัดตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามบรรดาเจ้าหน้าที่ทุจริต นักการเงินที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และนักฟอกเงิน ขณะนี้เมื่อดำเนินงานมานานกว่าสองปี จีนอ้างว่าปฏิบัติการนี้ที่ริเริ่มโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ประสบชัยชนะอย่างมากในความพยายามที่จะถอนรากถอนโคนการทุจริต ซึ่งรวมถึงการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และเจ้าหน้าที่ทางทหารระดับสูง

“เครือข่ายทางกฎหมายนั้นครอบคลุมกว้างไกล และผู้กระทำผิดจะไม่สามารถหลบหนีได้” คณะกรรมการกลางเพื่อตรวจสอบวินัยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์เขียนไว้ในเว็บไซต์ของตนในปี พ.ศ. 2558 “คุณหนีออกจากประเทศได้ แต่หนีเงื้อมมือของกฎหมายไม่พ้น”

อย่างไรก็ตาม การไล่ล่าผู้กระทำผิดทั่วโลกของจีนทำให้นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และประเทศต่าง ๆ มากมายที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยชาวจีนพยายามหาทางยับยั้งการดำเนินการดังกล่าว เหตุผลนั้นมีอยู่มากมาย เช่น จีนมีประวัติในเรื่องการสังหารผู้กระทำผิดที่มีโทษไม่ถึงประหารชีวิตตามที่ให้คำนิยามโดยองค์การสหประชาชาติ ระบบยุติธรรมของจีนขาดความโปร่งใส และการขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหลาย ๆ ครั้งก็เป็นเรื่องที่อ่อนไหวทางการเมือง

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 รัฐสภาออสเตรเลียปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีนเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เป็นมาของรัฐบาลจีนในเรื่องสิทธิมนุษยชน “เป็นภาวะที่ยากลำบากอย่างเห็นได้ชัดระหว่างความต้องการที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และความกังวลอันชอบธรรมเกี่ยวกับระบบกฎหมายภายในประเทศจีน” นายเบอร์แทรม แลง นักวิจัยสมทบจากสถาบันจีนศึกษา แมร์คาเตอร์ ในกรุงเบอร์ลินกล่าว

ตำรวจกัมพูชาและจีนยืนรักษาการณ์ล้อมรอบชาวไต้หวัน 25 คนที่ถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีนในข้อหาฉ้อโกง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

มีชาติตะวันตกเพียงไม่กี่ชาติที่ทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน ฝรั่งเศสและสเปนมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และรัฐบาลจีนเริ่มหาทางเจรจากับแคนาดาเรื่องการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

การปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีนของรัฐสภาออสเตรเลียล่าสุดที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลในเรื่องสิทธิมนุษยชนดังกล่าว นายแลงที่ศึกษาเกี่ยวกับสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการตรวจสอบข้อตกลงระหว่างชาติต่าง ๆ ในยุโรปและจีนกล่าวว่า ประเทศต่าง ๆ ที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวจีนไม่มั่นใจว่าคนที่ถูกส่งตัวกลับไปจะเจอกับกระบวนการยุติธรรมแบบใด

“แม้จะแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างเข้มงวด แต่การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตในประเทศจีนนั้นหลัก ๆ แล้วจะดำเนินการโดยคณะทำงานด้านการตรวจสอบวินัยทางกฎหมายที่ไม่มีความโปร่งใสของพรรคคอมมิวนิสต์ (คณะกรรมการกลางเพื่อตรวจสอบวินัยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์)” นายแลงกล่าว “ส่วนใหญ่แล้ว คณะทำงานดังกล่าวจะเริ่มการสืบสวนโดยการตรวจสอบแบบลับ ๆ และมักจะสอบปากคำผู้ต้องสงสัยในเรือนจำมืด ๆ โดยจะส่งต่อคดีให้กับพนักงานอัยการเพียงร้อยละ 4 หรือร้อยละ 5 เท่านั้น”

ผู้คัดค้านหรืออาชญากร

อุปสรรคสำคัญสำหรับประเทศที่ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนคือความไม่เต็มใจของจีนที่จะแสดงหลักฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมทางอาญา นักสิทธิมนุษยชนกล่าว ในรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เรื่อง “พวกเขาเรียกงานด้านสิทธิมนุษยชนของข้าพเจ้าว่าอาชญากรรม: รายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศจีน (พ.ศ. 2559)” กลุ่มพันธมิตรแห่งองค์กรนอกภาครัฐที่ชื่อว่า กลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศจีน ได้ระบุว่าจีนกระทำการคุกคาม ทรมาน และจำคุกบรรดานักสิทธิมนุษยชน ในปี พ.ศ. 2559 จีนได้ “ออกกฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวดหลายข้อที่ทำให้ตำรวจมีอำนาจมากขึ้นในการกำหนดให้กิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆกลายเป็นการกระทำผิดทางอาญา” รายงานของกลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศจีนระบุ

กระบวนการไต่สวนความผิดทางวินัยของจีนที่เรียกว่า ซวงกุย ที่กระทำโดยคณะกรรมการกลางเพื่อตรวจสอบวินัยแห่งพรรคคอมมิวนิสต์นั้นเป็นเรื่องที่ “เป็นปัญหาอย่างยิ่ง” ในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน นายแลงกล่าวและเพิ่มเติมว่า “ไม่ใช่เพราะความไม่โปร่งใสเท่านั้น แต่ยังมีการทรมานที่ดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นเรื่องปกติในการสอบปากคำเหล่านี้”

“นอกจากนี้ การทุจริตยังคงต้องได้รับโทษประหารชีวิตในกรณีที่รุนแรง ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่ประเทศอื่น ๆ จะมั่นใจได้ว่าการร่วมมือกับจีนนั้นจะเป็นไปตามมาตรฐานขั้นพื้นฐานของกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศ” นายแลงกล่าว

ที่ซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้นคือ การที่ตัวเลขการประหารชีวิตในประเทศจีนยังคงเป็นความลับของชาติ กลุ่มดุย หัว ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ ประมาณการว่าจีนได้ประหารชีวิตนักโทษราว ๆ 2,400 คนในปี พ.ศ. 2556 และตัวเลขดังกล่าวหลัก ๆ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ. 2557 และ พ.ศ. 2558 ตามรายงานของดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส แม้ตัวเลขการประหารชีวิตที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการสกายเน็ตจะไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่กลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศจีนระบุว่าประธานาธิบดีสีได้ออกกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการรวมตัวกันและเสรีภาพในการนับถือศาสนา และกำหนดให้กิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองกลายเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงและเป็นความผิดทางอาญา

จีนระบุว่าอาชญากรรมต่าง ๆ เช่น การฉ้อฉลทางโทรคมนาคมและการติดสินบนเป็นสาเหตุสำหรับการปราบปราม ขณะที่รายงานของกลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในประเทศจีนชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับประชาชนจีนที่เพียงพูดจาโต้แย้งอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ นายอู๋ กัน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกควบคุมตัวในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 กล่าวว่า ผู้ควบคุมตัวไม่ยอมให้ตนได้พบกับทนายจนกระทั่งเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 นายอู๋บอกกับทนายของตนว่าเจ้าหน้าที่จีนพยายามบังคับให้ตนรับสารภาพและมีการสอบปากคำมากกว่า 300 ครั้ง คุมขังตนไว้ในห้องขังเดี่ยวและทรมานตน

การเมืองและการเงิน

ด้วยภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับระบบกฎหมายในประเทศจีน หลายประเทศจึงพยายามต่อสู้กับประเด็นแอบแฝงทางการเมืองในการร้องขอการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของรัฐบาลจีน นายแลงกล่าว การส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เพิ่มจำนวนขึ้นแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้เนรเทศชาวไต้หวันและชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ นายแลงกล่าวเพิ่มเติม

จีนอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันภายใต้นโยบาย “จีนเดียว” ที่กำหนดว่ามีเพียงหนึ่งรัฐเท่านั้นที่เรียกว่าประเทศจีนและไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้ ปัญหาที่ยุ่งยากนี้ทำให้พันธมิตรที่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีนตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากในการเลือกข้าง นายแลงกล่าว “การส่งผู้ร้ายข้ามแดนหลายกรณีเป็นเรื่องทางการเมืองโดยแท้จริง” นายแลงกล่าวและเพิ่มเติมว่า แนวทางในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยสหภาพยุโรปและสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบ “จะเพิ่มความแน่นอนของกฎหมายได้มากที่สุดและลดดุลพินิจของแต่ละรัฐบาล”

กรณีที่เป็นตัวอย่างคือการที่สเปนส่งชาวไต้หวันราว ๆ 200 คนกลับไปยังประเทศจีน นายแลงกล่าว ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ไต้หวันเปิดเผยว่าตนรู้สึกเสียใจที่สเปนตัดสินใจเนรเทศชาวไต้หวัน 200 ที่เป็นผู้ต้องสงสัยกรณีฉ้อฉลทางโทรคมนาคมให้กลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่แทนที่จะส่งกลับไปยังไต้หวัน ตามรายงานของรอยเตอร์ รัฐบาลสเปนระบุว่าการเนรเทศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนในเรื่องการฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้เวลานานหนึ่งปี ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันกล่าวว่าการเนรเทศนี้ “เป็นการละเมิดสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนของเรา และมองข้ามธรรมเนียมการปฏิบัติของประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปที่เน้นย้ำในเรื่องสิทธิมนุษยชน” ตามรายงานของรอยเตอร์

เนื่องจากจีนมีการลงทุนอย่างมากในแอฟริกาและยุโรป การกดดันทางการเงินจึงเข้ามามีบทบาท มีกรณีที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในเคนยาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 เมื่อพลเมืองชาวไต้หวัน 45 คนถูกบังคับให้ออกนอกประเทศและให้ขึ้นเครื่องบินที่มุ่งหน้าไปยังประเทศจีน ชาวไต้หวัน 45 คนนี้เป็นผู้ต้องสงสัยคดีฉ้อฉลทางโทรคมนาคม ซึ่งในจำนวนนี้ ศาลของประเทศเคนยาได้ตัดสินให้ 22 คนพ้นข้อหาและขอให้คนอื่น ๆ เดินทางออกจากประเทศ ตามรายงานของนิตยสาร ฟอร์บส์ ไต้หวันคัดค้านการกระทำดังกล่าว แต่เคนยาตอบว่าตนมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนไม่ใช่ไต้หวัน ในเวลานั้น จีนได้ระบุเป็นนัยว่าผู้ต้องขังชาวไต้หวันได้กระทำการฉ้อโกงต่อพลเมืองจีน

จีนมีอำนาจเหนือกว่าทางเศรษฐกิจ ในช่วงปี พ.ศ. 2543 ถึง พ.ศ. 2557 จีนได้ให้เงินกู้จำนวน 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.70 แสนล้านบาท) แก่องค์กรธุรกิจของรัฐหรือที่รัฐเป็นเจ้าของในเคนยา ตามข้อมูลของโครงการวิจัยจีนและแอฟริกา วิทยาลัยการศึกษานานาชาติขั้นสูง จอห์น ฮอปกินส์ การตัดสินใจของเคนยาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด นอกเหนือจากสเปนที่เนรเทศชาวไต้หวันจำนวน 200 คนแล้ว มาเลเซียและกัมพูชายังได้เนรเทศชาวไต้หวันให้กลับไปยังประเทศจีนเช่นเดียวกัน ตามรายงานของดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

เรื่องราวเกี่ยวกับไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเดียวที่เป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับการร้องขอการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของรัฐบาลจีน กลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่จีนมักจะขอให้ส่งตัวข้ามแดน ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 เมื่อตกลงที่จะเนรเทศชาวอุยกูร์จำนวน 109 คนกลับไปยังประเทศจีนแม้จะหวาดกลัวว่าจีนจะข่มเหงคนเหล่านั้น ตามรายงานของดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส หน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติระบุว่าการกระทำของไทยนั้นเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด”

ชาวอุยกูร์เป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมที่พูดภาษาเตอร์กิกที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคซินเจียงของจีน ขณะที่ชาวอุยกูร์กล่าวว่าตนนั้นถูกกดขี่ทางศาสนา รัฐบาลจีนก็มักจะกล่าวโทษกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์ในเรื่องการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในอินโดเอเชียแปซิฟิกที่ปฏิบัติตามคำขอของรัฐบาลจีน กัมพูชาและลาวก็ได้ส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีนเช่นเดียวกัน และในปี พ.ศ. 2554 คาซัคสถานได้ส่งครูชาวอุยกูร์คนหนึ่งกลับไปยังประเทศจีน ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้เปิดเผยเรื่องการทรมานและการเสียชีวิตในเรือนจำของจีน ตามรายงานของเรดิโอ ฟรี เอเชีย

ความร่วมมือในด้านการต่อสู้กับอาชญากรรม

ไม่ว่าจะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ก็ตาม ประเทศต่าง ๆ ในอินโดเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกต่างก็ต้องการทำงานร่วมกับจีนในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการค้ายาเสพติด อาชญากรรมทางไซเบอร์และการฟอกเงิน

จีนยอมรับว่าประเทศตนได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้ายาเสพติดสังเคราะห์ และกำลังเสริมสร้างความพยายามในการต่อสู้กับปัญหานี้ที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ การตรวจยึดยาบ้า เคตามีนและยาเสพติดสังเคราะห์อื่น ๆ โดยทางการจีนเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 106 ในปี พ.ศ. 2559 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นายหลิว งักจิ้น รองผู้อำนวยการคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดแห่งประเทศจีนระบุ ตามรายงานของเอ เจนซ์ ฟรานซ์ เพรส

นายเมิ่ง หงเว่ย (หน้านี้) ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 การเข้ารับตำแหน่งของนายเมิ่งทำให้ผู้ที่คัดค้านการเข้าไปมีส่วนร่วมขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศในคดีความทางการเมืองเกิดความกังวล รอยเตอร์

ปัญหานี้ได้ขยายออกไปเกินขอบเขตประเทศจีน “การผลิตยาไอซ์ เคตามีน และสารออกฤทธิ์ทางประสาทชนิดใหม่ในประเทศนั้นเป็นปัญหาที่รุนแรง ยาเสพติดเหล่านี้ไม่เพียงแต่เสพกันในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีการลักลอบนำออกไปยังต่างประเทศ” นายหลิวกล่าว

นายแลงและนายโทมัส เอเดอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน ได้เขียนบทความให้กับนิตยสารข่าวออนไลน์ชื่อ เดอะ ดิโพลแมต ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ว่า กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปควร “พัฒนากลยุทธ์ในการร่วมมือกับจีนในด้านเหล่านี้ แทนที่จะให้สมาชิกแต่ละประเทศกระทำโดยลำพัง รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปจำเป็นต้องมีจุดยืนที่สอดคล้องกันในเรื่องความต้องการที่จะให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศจีนหรือเพื่อให้มีการปกป้องคุ้มครองที่ดีขึ้น นี่เป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ข้อตกลงแบบทวิภาคีกับจีนเป็นตัวทำลายบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศและค่านิยมประชาธิปไตย”

แม้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศจะมีข้อตกลงว่าด้วยเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายกับประเทศจีน แต่มีเพียงเจ็ดประเทศเท่านั้นที่ทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลจีนซึ่งได้แก่ บัลแกเรีย โรมาเนีย ลิทัวเนีย สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศสและอิตาลี การวิจัยของนายแลงระบุ

หมายแดง

เมื่อประเทศต่าง ๆ ต้องการความช่วยเหลือในการติดตามผู้หลบหนี ประเทศเหล่านี้จะติดต่อหน่วยงานขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ

จีนซึ่งมีชื่อในเรื่องการประสานงานให้องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศออก “หมายแดง” ซึ่งเทียบเท่ากับหมายจับระหว่างประเทศ ขณะนี้มีบุคคลของประเทศขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กรนี้ นายเมิ่ง หงเว่ย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ได้รับเลือกจากบรรดาตัวแทนขององค์การดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งประธานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กฎบัตรขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศห้ามองค์การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง แต่บรรดาผู้สนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชนกังวลว่าจีนจะใช้องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศในการกักขังฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จีนได้ลงโทษเจ้าหน้าที่กว่าหนึ่งล้านคนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปราบปรามของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โทษต่าง ๆ มีตั้งแต่การจำคุกเป็นเวลานานไปจนถึงการถอดถอนตำแหน่ง และผู้ต้องสงสัยหลายรายมีความเกี่ยวข้องกับนายหู จิ่นเทา ซึ่งเป็นผู้นำก่อนหน้าประธานาธิบดีสี

“การแต่งตั้งนายเมิ่ง หงเว่ย เป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่น หากพิจารณาจากพฤติกรรมของจีนที่เป็นมานานในการพยายามที่จะใช้องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศในการจับกุมผู้คัดค้านและผู้หลบหนีในต่างประเทศ” นายนิโคลัส เบกค์ลิน ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล เอเชียตะวันออก กล่าวในแถลงการณ์หลังจากที่นายเมิ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ

นายแลงระบุว่าการปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องที่สามารถเจรจากับจีนได้ “จีนมีวิธีการที่หลากหลายอย่างยิ่งในการทำข้อตกลงเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน” นายแลงกล่าว “รัฐบาลจีนพร้อมที่จะยอมรับมาตรฐานระดับสูงทางกฎหมายในการทำสนธิสัญญากับประเทศตะวันตก ตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศสหรืออิตาลี แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายหลักสากลด้วยการทำข้อตกลงที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และการร้องขอการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่แฝงไปด้วยความต้องการทางการเมืองอย่างยิ่งยวดกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียกลางและเอเชียใต้”

นายแลงเชื่อว่าองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น สหภาพยุโรปและสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจทำหน้าที่ในการกำหนดกรอบการทำงานสำหรับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่อยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบ

“แม้การส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงภายในระบบกฎหมายของประเทศจีนโดยอาศัยแรงกดดันจากภายนอกจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก” นายแลงกล่าว “แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการรับประกันทางกฎหมายอย่างน้อยก็ในกรณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายซึ่งกันและกันกับทางการจีน”

หุ้น