สิ่งที่ ซ่อนอยู่

สิ่งที่ ซ่อนอยู่

การใช้เรือดำน้ำกันอย่างแพร่หลายคือจุดเริ่มต้นของความมั่นคงยุคใหม่ในอินโดเอเชียแปซิฟิก

ดู เหมือนว่าในขณะนี้ การแข่งขันทางด้านอาวุธในอินโดเอเชียแปซิฟิกและการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางนิวเคลียร์ในภูมิภาคจะเดินหน้าไปต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หลังจากที่อินเดียปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกลเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 จากเรือไอเอ็นเอส อริฮันต์ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธลำแรกของอินเดีย อินเดียก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับจีนที่นำเรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ลงสู่ทะเลได้สำเร็จ ในขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือและปากีสถานก็หาโอกาสที่จะนำอาวุธนิวเคลียร์ไปติดตั้งบนเรือดำน้ำพลังงานไฟฟ้าดีเซล ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

การแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ที่ปล่อยจากทะเลในอินโดเอเชียแปซิฟิก นำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ ๆ ในขณะที่การแข่งขันทางด้านอาวุธโดยรวมยังคงดำเนินต่อไปในภูมิภาคนี้

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธเหล่านี้มีศักยภาพในการยับยั้งสงครามขนาดใหญ่ในอินโดเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าบรรดาเรือดังกล่าวอาจทำให้ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น กระตุ้นการแข่งขันทางด้านอาวุธ เปลี่ยนกลยุทธ์ในการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์ตามแบบ และนำไปสู่ความขัดแย้งหากไม่มีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

การที่จีนพัฒนากองทัพของตนให้มีความความทันสมัยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา บวกกับท่าทีอันแข็งกร้าวของจีนเกี่ยวกับแนวหมู่เกาะที่มีกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้และอื่น ๆ มีส่วนผลักดันอย่างยิ่งต่อการแข่งขันทางด้านอาวุธ บรรดาประเทศที่กำลังพัฒนากำลังพยายามที่จะจัดหาเรือดำน้ำยุคใหม่ ซึ่งบางลำก็มีขีดความสามารถทางด้านนิวเคลียร์ และชาติต่าง ๆ ที่เป็นมหาอำนาจทางด้านอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้วซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย ก็กำลังพยายามที่จะพัฒนาคลังแสงของตน

“การป้องปรามด้วยนิวเคลียร์ไม่ใช่สิ่งที่จะไม่ก่อผลกระทบ การที่อินเดียและจีนนำอาวุธนิวเคลียร์ลงสู่ทะเลจะทำให้ชาติมหาอำนาจอื่น ๆ ในภูมิภาครวมถึงสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มระดับขีดความสามารถทางทะเลตามแบบ” ตามที่ระบุในรายงานผลวิจัยของสถาบันวิจัยนโยบายระหว่างประเทศโลวี “ดังนั้น โครงการนิวเคลียร์ทางทะเลของจีนและอินเดียจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพราะอาจส่งผลต่อความสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างขีดความสามารถแบบเดิมและแบบนิวเคลียร์ในหมู่ประเทศมหาอำนาจ” นายเบรนดอน โทมัส นูน และนายรอรี เมดคาล์ฟ เขียนไว้ในรายงานเรื่อง “เรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ในอินโดเอเชียแปซิฟิก: เครื่องป้องกันหรือภัยคุกคาม” ซึ่งได้รับการตีพิมพ์โดยคณะวิจัยในออสเตรเลีย

เรือดำน้ำโจมตีชั้นลอสแอนเจลิส ยูเอสเอส แฮมป์ตัน ขึ้นสู่ผิวน้ำที่ขั้วโลกเหนือ
พ.จ.อ. เควิน เอลเลียตต์/กองทัพเรือสหรัฐฯ

จีน อินเดีย รัสเซียและสหรัฐฯ วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำโจมตีติดอาวุธนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญภายในปี พ.ศ. 2573 ในขณะเดียวกัน ออสเตรเลีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทยและเวียดนาม ล้วนวางแผนที่จะลงทุนในการเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำโจมตีพลังงานดีเซลให้กับกองเรือของตนในช่วงทศวรรษหน้า ตามรายงานของสื่อต่าง ๆ

“เรือดำน้ำเป็นยุทโธปกรณ์ล่องหนฉบับดั้งเดิม โดยมีข้อได้เปรียบแบบอสมมาตรอย่างเห็นได้ชัด” พล.ร.อ. แฮร์รี บี. แฮร์ริส จูเนียร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก กล่าวในระหว่างการให้การต่อคณะกรรมาธิการแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ว่าด้วยเรื่องความพยายามในการระดมทุนสำหรับการเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำเพื่อต่อต้านกองทัพเรือจีน “ความอสมมาตรของเราในแง่การสงครามที่เป็นผลมาจากเรือดำน้ำนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ในแง่ของการพัฒนา เราต้องรักษาข้อได้เปรียบแบบอสมมาตรไว้”

“ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายกำลังเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของตนทางด้านการป้องปรามและการป้องกันภัยจากขีปนาวุธ” นาย ไมลส์ พอม เพอร์ นักวิชาการอาวุโสจากศูนย์ศึกษาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เจมส์ มาร์ติน แห่งสถาบันนานาชาติศึกษามิดเดิลเบอรีที่เมืองมอนเทอเรย์ กล่าวกับ ฟอรัม ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่าจีนและอินเดียกำลังทบทวนนโยบายทางการเมือง “ไม่เริ่มใช้ก่อน” ของตน ในขณะเดียวกัน อินเดียและสหรัฐฯ ได้เริ่มแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเรือดำน้ำของจีนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย” พล.ร.อ. แฮร์ริสยืนยันเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2560

“อินเดียควรจะกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคนี้” พล.ร.อ. แฮร์ริสแห่งกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิกกล่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ ดิ อินเดียน เอกซ์เพรส

ด้วยการเพิ่มจำนวนและความซับซ้อนของเรือดำน้ำ “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถในการติดอาวุธนิวเคลียร์หรือการติดตามและทำลายเรือดำน้ำอื่น ๆ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงโดยไม่ตั้งใจหรือไม่ได้คาดคิด แม้ขณะนี้จะมีความเสี่ยงอยู่เล็กน้อยแต่ก็เพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ” นางไดอานา วูเกอร์ นักวิชาการสังกัดประจำภาควิชางานวิจัยแห่งบัณฑิตวิทยาลัยกองทัพเรือ เขียนไว้ในวารสารเกี่ยวกับกิจการความมั่นคงของโลก เดอะ วอชิงตัน ควอเตอร์ลี ฉบับฤดูใบไม้ร่วงปี พ.ศ. 2559 “แม้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธอาจจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพในระดับยุทธศาสตร์หรือระดับนิวเคลียร์ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้การแข่งขันทางด้านอาวุธทางทะเลตามแบบทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ที่มีผลในเชิงยุทธศาสตร์” นางวูเกอร์เขียนไว้ในบทความของตนเรื่อง “เรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ของอินเดีย: การป้องปรามหรืออันตราย”

“เมื่อบรรดาชาติมหาอำนาจต่างมุ่งหน้าไปตามเส้นทางเหล่านี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพื้นที่ทางทะเลของอินโดเอเชียแปซิฟิกจะเกิดมิติทางนิวเคลียร์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกองทัพตามแบบในลักษณะที่เป็นอันตรายหรือไม่ได้คาดคิดมาก่อน” ผู้เขียนรายงานของสถาบันวิจัยโลวีระบุ “ความเป็นไปได้ที่ปากีสถานหรือเกาหลีเหนือจะนำเรือลงสู่ทะเล ทำให้เกิดมิติใหม่ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ต่อความมั่นคงในภูมิภาค”

การแพร่กระจายของเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจยับยั้งได้ ดังนั้น ความพร้อมในด้านการบังคับบัญชาและการควบคุม การฝึกอบรม หลักนิยม และระบบการสื่อสาร ตลอดจนกลไก อื่น ๆ จะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้มั่นใจว่าการใช้ขีดความสามารถดังกล่าวจะนำมาซึ่งยุคใหม่แห่งเสถียรภาพ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวและเพิ่มเติมว่า การเข้าสู่สถานะแห่งเสถียรภาพดังกล่าวอาจต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษ

ความเป็นมาด้านการป้องปราม

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 (พ.ศ. 2493-2502) เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์กองทัพเรือทำให้เรือดำน้ำจมอยู่ใต้น้ำได้และไม่สามารถตรวจจับได้เป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีพลังงานที่จำเป็นในการทำสงครามต่อต้านเรือดำน้ำและต่อต้านเรือผิวน้ำ การให้ข่าวกรอง การตรวจการณ์และการลาดตระเวน

กองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธมีขีดความสามารถในการตอบโต้การโจมตีในยามที่ถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ กล่าวคือ หากการโจมตีครั้งแรกได้ทำลายอาวุธภาคพื้นดินของประเทศ ระบบอาวุธที่ปล่อยจากทะเลอาจจะยังสามารถโจมตีได้ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบบอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ที่มีอยู่สามส่วน นอกเหนือจากขีปนาวุธข้ามทวีปติดอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล โดยหลัก ๆ แล้ว เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธจะให้อำนาจในการทำลายล้างซึ่งกันและกันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการป้องปรามในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และโซเวียต ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดเจนจากการใช้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธในการป้องกันไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปี ทำให้ประเทศต่าง ๆ มองว่าเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธคืออำนาจในการรักษาเสถียรภาพ

เรือดำน้ำ อัน จุง กึน ขนาด 1,800 ตัน ของกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งตั้งชื่อตามนักรบอิสระผู้หนึ่ง เข้าร่วมการสวนสนามทางเรือใกล้กับเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

นางวูเกอร์อธิบายว่า “ความคิดที่ว่าการมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ปล่อยจากเรือดำน้ำคือการรักษาเสถียรภาพ ยังคงเป็นสมมติฐานหลักของยุทธศาสตร์ทางด้านนิวเคลียร์”

ในปี พ.ศ. 2552 อินเดียได้ประกาศปล่อยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่ทะเล ซึ่งก็คือเรือไอเอ็นเอส อริฮันต์ โดยระบุว่า “เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ทำงานคุ้มค่าทุก ๆ วันตลอดทั้งปี เรือดำน้ำติดขีปนาวุธช่วยรักษาประเทศชาติต่าง ๆ เอาไว้ในวันแห่งความเป็นความตายวันนั้น เมื่อผู้นำทางการเมืองฝ่ายข้าศึกมองดูขีปนาวุธที่ปล่อยจากเรือดำน้ำของเรา เลยเอามือออกจากปุ่มกดที่จะยิงขีปนาวุธมาโจมตีเรา” พล.ร.ต. ราชา
เมนอน จากอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือดำน้ำของอินเดียเขียนไว้ในหนังสือของตนในปี พ.ศ. 2552 ชื่อ ฉลามเพียงหนึ่งตัวในท้องทะเลสีคราม

อินเดียก้าวสู่จุดนี้ได้ตามที่ระบุไว้ในเอกสารยุทธศาสตร์ทางทะเลฉบับปี พ.ศ. 2558 เรื่อง “ความมั่นคงทางทะเลที่ยั่งยืน: ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของอินเดีย” ซึ่งอธิบายเรื่องการแสวงหาเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ของตนว่า “ประสบการณ์เกี่ยวกับสงครามเย็นได้แสดงให้เห็นว่า การลดองค์ประกอบในการโจมตีก่อน และเพิ่มองค์ประกอบในการโจมตีตอบโต้ จะก่อให้เกิดเสถียรภาพและเสริมสร้างการป้องปรามได้อย่างมาก” การปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 ซึ่งถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญของอินเดีย ทำให้อินเดียอยู่ในกลุ่มเดียวกับจีน รัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งก็คือกลุ่มประเทศที่มีองค์ประกอบของระบบอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ครบสามส่วน

สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ที่มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2513 และมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ ได้ให้การรับรองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เพียงห้าประเทศเท่านั้น ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม อินเดียและปากีสถาน ตลอดจนอิสราเอลและเซาท์ซูดานไม่เคยเข้าร่วมในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เกาหลีเหนือถอนตัวจากสนธิสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2546 หลังจากที่ไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาอย่างเห็นได้ชัดมาระยะหนึ่ง

แม้จะมีหลายบทเรียนที่สามารถเรียนรู้ได้จากยุคสงครามเย็น แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างมีคำถามในทำนองเดียวกันว่า กลยุทธ์ในการป้องปรามที่ใช้ได้ผลในช่วงศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2444-2543) จะใช้ได้จริงหรือไม่ในอินโดเอเชียแปซิฟิกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษนี้ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังสงสัยว่าในการวางแผนการป้องปรามนั้น ชาติต่าง ๆ ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนหรือไม่ว่าอาวุธที่ปล่อยจากทะเลอาจเป็นปัจจัยที่บั่นทอนเสถียรภาพ

เริ่มแรก การพัฒนาของขีดความสามารถต่าง ๆ เช่น การสงครามต่อต้านเรือดำน้ำและเทคโนโลยีป้องกันภัยขีปนาวุธ จะยังมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์การป้องปราม ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีที่ช่วยให้เรือดำน้ำถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้นอาจทำให้การประเมินสนามรบเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเรือดำน้ำติดอาวุธนิวคลียร์อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิมมากนับจากที่เคยเป็นมาในยุคสงครามเย็น เทคโนโลยีต่อต้านเรือดำน้ำขั้นสูงอาจตรวจจับได้แม้กระทั่งเครื่องยนต์เรือดำน้ำที่เงียบที่สุดและลักษณะเฉพาะทางเสียงที่มีอยู่เล็กน้อยที่สุด

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามแบบของประเทศต่าง ๆ จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น ในศตวรรษนี้ ฝ่ายตรงข้ามอาจตัดสินใจที่จะทำลายขีดความสามารถด้านการโจมตีตอบโต้ของอีกชาติหนึ่งด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมแทนการยอมรับความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายกับทั้งสองฝ่าย

“อินเดียมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าวเมื่อปากีสถานและจีนสร้างกองเรือดำน้ำโจมตีของตน” นางวูเกอร์กล่าว

คาดการณ์ว่า จีนจะเพิ่มขนาดกองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จาก 7 กองเรืองเป็น 15 กองเรือภายในปี พ.ศ. 2573 และกองเรือดำน้ำโจมตีทั้งหมดจาก 58 กองเรือเป็น 90 กองเรือ ในขณะที่อินเดียมีแผนที่จะเพิ่มกองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จากหนึ่งลำเป็นสองลำ และกองเรือดำน้ำโจมตีทั้งหมดจาก 14 กองเรือเป็น 24 กองเรือภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งจะทำให้อินเดียประสบปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการอยู่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการสู้รบ หากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธหนึ่งหรือสองลำที่อินเดียใช้ถูกทำลาย ขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ของอินเดียก็จะลดลง นางวูเกอร์กล่าว

“ประเทศต่าง ๆ อาจไม่ได้คิดให้รอบคอบพอในเรื่องส่วนป้องปรามทางทะเล” นางวูเกอร์กล่าวกับ ฟอรัม นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาว่า “ยังมีการแข่งขันทางด้านอาวุธตามแบบควบคู่กันไปด้วย”

“ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงผลเสียทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ดูเหมือนว่าหลาย ๆ ประเทศจะยังไม่ได้คิดถึงผลเสียโดยรวม รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส และไม่ได้พิจารณาว่าการดำเนินการของตนนั้นจะทำให้บรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ได้จริงหรือไม่ มีวิธีการอื่น ๆ อีกหรือไม่ที่จะพาไปถึงเป้าหมายนั้นที่เป็นทางเลือกที่ดีกว่า มีความเสี่ยงและผลเสียน้อยกว่า

การบริหารจัดการขีดความสามารถใหม่ ๆ และภัยคุกคาม

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่า การใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ปล่อยจากทะเลจะทำให้เกิดเสถียรภาพหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคนิคและการเมือง

“ผลกระทบซึ่งกันและกันระหว่างการเพิ่มจำนวนอาวุธเหล่านี้และความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีอยู่จะเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีทะเลจีนใต้และอ่าวเบงกอล” ตามที่ระบุไว้ในรายงานของสถาบันวิจัยนโยบายระหว่างประเทศโลวี “ขณะที่โครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธของอินเดียและจีนมีความก้าวหน้า ปัญหาต่าง ๆ อาทิ การบังคับบัญชาและการควบคุม หลักนิยมทางด้านนิวเคลียร์ การส่งสัญญาณการป้องปราม และที่มั่นของกองกำลังจะต้องได้รับการแก้ไข เพื่อเพิ่มโอกาสที่เรือเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการสร้างเสถียรภาพมากกว่าที่จะกระตุ้นให้เกิดการขาดเสถียรภาพ

โดยส่วนใหญ่แล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีจะก้าวไปไกลกว่าวิวัฒนาการทางด้านโครงสร้างการปฏิบัติการ เพื่อจะสามารถบริหารจัดการโครงสร้างดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ทั้งในระดับการป้องปรามทางด้านเทคนิคและการเมือง หลายสิ่งหลายอย่างอาจผิดพลาดเนื่องจากประเทศต่าง ๆ ที่เพิ่งได้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ไม่ได้มีระบบทุกอย่างพร้อมอยู่แล้วและใช้งานเป็นประจำ” นายพอมเพอร์กล่าวกับ ฟอรัม

ระบบการบังคับบัญชาและการควบคุมในจีนและอินเดียยังไม่ถึงระดับความเชี่ยวชาญที่สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตทำได้ในช่วงสงครามเย็น “ขณะที่ประเทศเหล่านี้เรียนรู้ที่จะใช้งานเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธลำใหม่ของตน ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาดและแม้กระทั่งเกิดความรุนแรงโดยไม่ตั้งใจ” ตามที่ระบุในรายงานของสถาบันวิจัยนโยบายระหว่างประเทศโลวี นอกจากนี้ ประเทศเหล่านี้ยังไม่มีโครงสร้างกองกำลังที่มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนการใช้อาวุธ

แม้คนส่วนใหญ่จะสงสัยว่าเกาหลีเหนือยังคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีขีดความสามารถของในการใช้ขีปนาวุธที่ปล่อยจากเรือดำน้ำ แต่ก็มีความเสี่ยงในระหว่างขั้นตอนการวิจัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “การปล่อยขีปนาวุธใต้น้ำเป็นสิ่งที่ซับซ้อนมาก ๆ ผมคิดว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าเทคโนโลยีนั้นจะได้รับการพัฒนา” พล.ร.อ. สก็อต เอช. สวิฟต์ ผู้บัญชาการกองเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิกกล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ ในกรุงโซลเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560

การปิดบังรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง “กองทัพเรือต่าง ๆ จะไม่พูดถึงแผนการหรือหลักนิยมเกี่ยวเรือดำน้ำมากนัก เพราะการปฏิบัติการแบบปิดลับคือสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับเรือดำน้ำ และการเคลื่อนไหวตลอดจนรูปแบบการปฏิบัติการของเรือดำน้ำก็เป็นความลับสุดยอด” นางวูเกอร์กล่าว แม้ว่าหลักนิยมเกี่ยวกับนิวเคลียร์ทางทะเลในปัจจุบันจะไม่มีการอธิบายต่อสาธารณะ แต่การสำรวจข้อมูลกันเองแบบลับ ๆ ก็ยังทำได้ไม่เพียงพอ

“ปัจจุบัน มีการเจรจาน้อยมากระหว่างอินเดียกับปากีสถานหรือกับจีนในเรื่องการรับรู้ของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติการกองทัพเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการใต้น้ำ และวิธีการที่อาจช่วยผ่อนคลายความคิดในแง่ที่เลวร้ายที่สุดของประเทศเหล่านี้ที่อาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางทะเล” นางวูเกอร์เขียนไว้ใน เดอะ วอชิงตัน ควอเตอร์ลี

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และการป้องปรามอยากให้ชาติต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มต้นหารือกันในเรื่องความมั่นคงทางทะเล และมีการดำเนินงานมากขึ้นในแต่ละประเทศเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่อาจทำให้เกิดเหตุการณ์โดยไม่ได้ตั้งใจและความท้าทายอื่น ๆ ที่ประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญอยู่ “ชาติต่าง ๆ จำเป็นต้องพัฒนาการสื่อสารและความเข้าใจ และส่งเสริมการเจรจาแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่ฝ่ายทหารและฝ่ายการเมืองสามารถหารือกันได้” นายพอมเพอร์กล่าว

หลายคนคาดหวังให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำหนดกลไกสำหรับการหารือในวงที่กว้างขึ้น เพื่อให้ประเทศสมาชิกตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ในภูมิภาค ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รัสเซียและสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในการหารือดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การเมืองอาจทำให้การพัฒนาหลักนิยมที่ถูกต้องเกิดความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เริ่มมีการคาดการณ์ว่าการรุกรานของจีนในทะเลจีนใต้เป็นผลมาจากความพยายามที่จะใช้ภูมิภาคนี้เพื่อจัดส่งเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธออกปฏิบัติการในแปซิฟิกโดยไม่ถูกตรวจพบ ดูเหมือนว่าจีนกำลังสร้างฐานทัพเรือดำน้ำที่เมืองหยูหลินตะวันออกในทะเลจีนใต้ ตามที่ระบุในบทความของนิตยสารออนไลน์ที่ชื่อ เดอะ ดิโพลแมต ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 โครงสร้างกองกำลังของจีนซึ่งประกอบด้วย “จำนวนและขนาดของท่าเรือดำน้ำ เครือข่ายอันกว้างใหญ่ในการขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ และสิ่งปลูกสร้างใต้ดินขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขา” บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานของจีนที่จะทำให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์บัญชาการและการควบคุม ตามรายงานของ เดอะ ดิโพลแมต

การลดความเสี่ยง

ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่า ยุคแห่งการใช้อาวุธที่ปล่อยจากทะเลในอินโดเอเชียแปซิฟิกในวันนี้ เป็นยุคที่มีความซับซ้อนและมีแนวโน้มว่าจะท้าทายทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์ที่มีอยู่

บรรดาประเทศ กองทัพและประชาคมด้านความมั่นคงทั้งหมดต้องทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการการพัฒนาและการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางทะเลเพื่อลดภัยอันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ และสร้างความเชื่อมั่นว่ายุทโธปกรณ์อันทรงพลังเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพในอินโดเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว

“จากข้อสันนิษฐานที่ว่า บทเรียนต่าง ๆ จะได้รับการเรียนรู้และจะมีการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในทศวรรษหน้า ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธและขีปนาวุธที่ปล่อยจากเรือดำน้ำของจีนและอินเดียอาจนำไปสู่ห้วงใหม่แห่งการสร้างเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ในที่สุด ที่อาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่จะทำให้เกิดสันติภาพและป้องกันไม่ให้มีการใช้งานอาวุธเหล่านี้” ตามที่ผู้เขียนสรุปไว้ในรายงานของสถาบันวิจัยโลวี

อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันที่จะประสบความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการเมืองที่จำเป็นและนำความก้าวหน้าเหล่านี้มาใช้ได้ “มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการขาดเสถียรภาพในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ” นางวูเกอร์กล่าวกับ ฟอรัม

“มันจะเป็นปัญหาในอนาคตอันใกล้นี้” นายพอมเพอร์เห็นพ้องด้วย “ตราบใดที่ประเทศต่าง ๆ ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในแง่ของการพัฒนา”

หุ้น