อิทธิพล ที่น่าสงสัย

อิทธิพล ที่น่าสงสัย

การทูตสมุดเช็คและวิธีการล่าสุดในการแสวงหาการสนับสนุนทางการเมืองของจีนอาจบั่นทอนอธิปไตยในภูมิภาคอินโดเอเชียแปซิฟิก

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม  |  ภาพโดย รอยเตอร์

ปัจจุบันจีนกำลังใช้กลไกทางเศรษฐกิจและการทูตในการสร้างอิทธิพลต่อพฤติกรรมของชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคแทนการใช้อำนาจแข็งและวิธีการบีบบังคับแบบดั้งเดิม กลยุทธ์ของจีนคือการผสมผสานระหว่างอำนาจละมุนที่ขยายขอบเขตมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาและโครงการสาธารณะเพื่อเพิ่มพูนผลประโยชน์และพัฒนาภาพลักษณ์ของตน แม้บรรดาประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีขนาดเล็กกว่าในภูมิภาคอินโดเอเชียแปซิฟิกอาจรู้สึกหวั่นไหวต่อแรงดึงดูดใจจากจีน แต่การดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวอย่างแพร่หลายที่ใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งนับตั้งแต่รัฐวิสาหกิจและกลุ่มสื่อไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมเอกชนและองค์กรทางวัฒนธรรมก็กำลังสร้างความหนักใจให้กับคนบางกลุ่ม

ตัวอย่างเช่นออสเตรเลีย จากที่จีนแทบจะไม่มีการลงทุนใด ๆ เลยในทศวรรษที่ผ่านมา แต่ในปี พ.ศ. 2559 จีนกลายเป็นผู้ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศรายใหญ่เป็นอันดับที่ห้า ตามบทวิเคราะห์ของวารสารออนไลน์ อีสต์ เอเชีย ฟอรัม ซึ่งเป็นวารสารด้านนโยบายของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย นักลงทุนชาวจีนได้ซื้อพื้นที่เกษตรกรรม สาธารณูปโภคและทรัพย์สินอื่น ๆ และแม้กระทั่งเช่าท่าเรือดาร์วินตลอดศตวรรษหน้าตามรายงานของสื่อต่าง ๆ บริษัทเอกชนต่าง ๆ เช่น ยูหู กรุ๊ป ได้บริจาคเงินหลายล้านให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของออสเตรเลียเพื่อสร้างศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมจีน

พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มอบเงินช่วยเหลือแก่พรรคการเมืองหลักทั้งสองพรรคของออสเตรเลีย ตลอดจนคณะทำงานระดับมันสมอง บริษัทสื่อ มหาวิทยาลัย โรงเรียนและโรงพยาบาล ตามรายงานของ www.afr.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์วิเคราะห์ทางด้านการเงินของออสเตรเลีย ผลลัพธ์อย่างหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ทุกๆ เดือน ผู้อ่านชาวออสเตรเลียจะได้เห็นสื่อสิ่งพิมพ์แปดหน้าที่มีลักษณะคล้ายกับ ไชน่า เดลี ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลจีนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์แทรกอยู่ในหนังสือพิมพ์รายใหญ่ ๆ ของออสเตรเลีย สื่อต่าง ๆ รายงาน

นักเคลื่อนไหวส่งเสียงสนับสนุนการพิพากษาคดีเกี่ยวกับทะเลจีนใต้โดยคณะอนุญาโตตุลาการที่กรุงเฮกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 ที่ตัดสินให้ฟิลิปปินส์เป็นผู้ชนะในกรณีพิพาท

เมื่อพิจารณาไปทีละส่วน การลงทุนเหล่านี้ในหลาย ๆ ด้านอาจดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยหรือกลับให้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งได้ทำการวิเคราะห์ในบริบทที่ใหญ่ขึ้น ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายบางรายกล่าว

ความกังวลเกี่ยวกับการช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าวปะทุขึ้นในออสเตรเลียในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 เมื่อวุฒิสมาชิกรายหนึ่งจากพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเปิดเผยว่า ตนได้รับเงินบริจาคจากบริษัทของจีน ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์ก ไทมส์ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการการเมืองของออสเตรเลีย

การต่อต้านการบริจาคเงินจากต่างประเทศเกิดจากความกังวลลึก ๆ เกี่ยวกับการขยายตัวของเครือข่ายการลงทุนและการเข้าซื้อกิจการของจีนในออสเตรเลีย และการตระหนักว่าการลงทุนดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่มีการเตรียมการอย่างรอบคอบเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของจีน ผู้เชี่ยวชาญบางรายกล่าว

“เราต้องสันนิษฐานไว้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์มีกลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าในการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของประชาชนในออสเตรเลียในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และข้อพิพาทในทะเลจีนใต้” นายรอรี เมดคาร์ฟ ผู้อำนวยการวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติในสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวกับ www.afr.com ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 “เป้าหมายในระยะยาวคือการทำให้ออสเตรเลียมีท่าทีที่ต่อต้านจีนน้อยลงในการเผชิญหน้ากันในระดับภูมิภาค”

ดูเหมือนว่าจีนจะใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกันเพื่อสร้างข้อตกลงทั่วอินโดเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก ซึ่งเมื่อพิจารณารวมกันแล้วทำให้จีนมีศักยภาพที่จะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่ง นิตยสาร ฟอริน แอฟแฟร์ ระบุว่าจีนให้คำมั่นที่จะลงทุนทั่วโลกเป็นเงินจำนวนที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนคือ 1.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 43.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2568 โดยผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชียและธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ ซึ่งเป็นโครงการร่วมกันกับบราซิล รัสเซีย อินเดียและแอฟริกาใต้ และนโยบาย “หนึ่งเส้นทาง หนึ่งแถบเศรษฐกิจ” ของจีนที่ต้องการจะเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนในยุโรปและเอเชียผ่านทางเครือข่ายการขนส่งตามเส้นทางสายไหมใหม่ จีนพยายามที่จะสร้างอิทธิพลต่อประเทศต่าง ๆ ด้วยการเพิ่มการลงทุนทางการเงินดังกล่าว เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นเข้าข้างจีนเมื่อมีความขัดแย้งและการเผชิญหน้ากันในระดับภูมิภาค ผู้สังเกตการณ์บางรายระบุ

ผู้รักษาความปลอดภัยยืนที่สถานีรถไฟหางโจวในมณฑลเจ้อเจียงทางทิศตะวันออกของจีน จีนเป็นเจ้าภาพการประชุมกลุ่มจี 20 เพื่อเน้นบทบาทของตนในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกและเพื่อส่งเสริมประเทศทั่วโลก

การรุกล้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวอย่างเช่น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 สื่อต่าง ๆ รายงานว่าชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่สามารถบรรลุฉันทามติเกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเลในทะเลจีนใต้ แม้คณะอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮกจะตัดสินให้ฟิลิปปินส์ชนะและปฏิเสธการอ้างสิทธิของจีนที่ครอบคลุมเส้นทางต่าง ๆ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล แต่ 10 ประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ไม่ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับการพิจารณาคดีระหว่างประเทศดังกล่าวเนื่องจากกัมพูชาคัดค้านการกล่าวถึงคำตัดสินของศาล ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ได้แข่งขันการอ้างสิทธิในพื้นที่บางส่วนของทะเลแห่งนี้ ซึ่งแต่ละปีจะมีสินค้าทั่วโลกเคลื่อนย้ายผ่านคิดเป็นมูลค่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 175 ล้านล้านบาท)

ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ผลักดันให้อาเซียนออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนคำตัดสินของศาลและกฎหมายระหว่างประเทศ ตามรายงานของรอยเตอร์ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาสนับสนุนการคัดค้านของจีนต่อ “จุดยืนใด ๆ ก็ตามของอาเซียนเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ และความต้องการของจีนที่อยากให้มีการจัดการข้อพิพาทเกี่ยวกับการอ้างสิทธิด้วยการเจรจาแบบทวิภาคี” รอยเตอร์รายงาน จีนได้มอบเงินจำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท) ให้แก่กัมพูชาก่อนวันพิจารณาตัดสิน ตามรายงานของ ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปีที่สมาชิกอาเซียนมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการใช้ถ้อยคำในแถลงการณ์หลังการประชุมครั้งสำคัญอันเนื่องมาจากการขาดฉันทามติ ในปี พ.ศ. 2555 กัมพูชาได้คัดค้านไม่ให้อาเซียนกล่าวถึงทะเลจีนใต้ในแถลงการณ์เช่นกัน ตามรายงานของรอยเตอร์

นายเคอร์ติส เอส. ชิน นักวิชาการจากสถาบันมิลเคน ได้อธิบายกับ www.voa.com ว่า “สำหรับกัมพูชาแล้ว จีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุด แต่ละประเทศกำลังหาทางที่จะเพิ่มผลประโยชน์ให้กับตนเอง และกัมพูชาก็กำลังจะได้รับเงินจำนวนมากจากจีน” จีนยังคงเพิ่มการลงทุนในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และเกือบหนึ่งในสามของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกัมพูชานั้นมาจากจีน ตามที่ระบุในรายงานด้านการลงทุนในอาเซียนฉบับปี พ.ศ. 2559 ที่จัดพิมพ์โดยสำนักเลขาธิการอาเซียนและที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาการค้า จีนได้มอบเงินช่วยเหลือเพื่อการกุศลโดยตรงกว่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 3.85 แสนล้านบาท) แก่กัมพูชา และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตามที่นักวิเคราะห์จากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียระบุ

นายซามิวลา อากีลีซี โปฮีวา นายกรัฐมนตรีตองกา ปราศรัยต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์กเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2559

ในขณะเดียวกัน “จีนก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทุกประเทศในโลกที่กำลังพยายามอย่างหนักที่จะเพิ่มพูนผลประโยชน์ให้กับชาติตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ โดยอาศัยการให้ความช่วยเหลือทางด้านการพัฒนา การทูตและอำนาจละมุน” นายชินกล่าว

การลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นของจีนทั่วทั้งภูมิภาคอาจบ่อนทำลายอธิปไตยของชาติต่าง ๆ ในระยะยาว ถ้าไม่คำนึงถึงเงินลงทุนอันหอมหวานแล้ว ประชาชาติควรตรวจสอบว่าความพยายามต่าง ๆ ที่บ่อนทำลายอาเซียนหรือสถาบันด้านความมั่นคงอื่น ๆ โดยรวมนั้น ท้ายสุดแล้วจะเอื้อประโยชน์ต่อประเทศใดประเทศหนึ่งหรือไม่ บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุ

จีนได้เพิ่มการไหลเวียนเงินตราในประเทศอาเซียนอื่น ๆ แม้โดยรวมแล้วจะไม่ถือว่าเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ การลงทุนโดยตรงของจีนในประเทศเหล่านี้เริ่มต้นจาก 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท) ในปี พ.ศ. 2546 ไปจนถึงกว่า 8.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 2.87 แสนล้านบาท) ในปี พ.ศ. 2558 ตามรายงานของอาเซียนฉบับปี พ.ศ. 2559 นอกเหนือจากการลงทุนในกัมพูชาแล้ว จีนยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศลาว โดยคิดเป็นตัวเลขร้อยละ 62 ของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในประเทศนี้ จีนยังคงเพิ่มการลงทุนโดยตรงอย่างต่อเนื่องในอินโดนีเซีย ซึ่งจีนเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของผู้ลงทุนนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา โดยเงินลงทุนกว่าครึ่งของจีนมุ่งเน้นที่การสกัดพลังงานและแร่ธาตุ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ จาการ์ตา โพสต์ นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตัวเลขและข้อมูลที่แน่นอนเกี่ยวกับการลงทุนและโครงการให้ความช่วยเหลือของจีนทั่วทั้งภูมิภาคนั้นมักจะเป็นเรื่องยากที่จะติดตามได้ทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นเพราะปัญหาเรื่องความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม หลายคนคาดว่าจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียจริง ๆ เนื่องจากบรรดานักลงทุนชาวจีนมักจะลงทุนในประเทศต่าง ๆ ผ่านบริษัทตัวแทนที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ ตามรายงานของ จาการ์ตา โพสต์ ขณะเดียวกัน พม่าก็เป็นหนี้จีนอยู่เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ตนยืมมาทั้งหมด คือ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท)

นอกเหนือจากการปิดกั้นฉันทามติในหมู่ประเทศอาเซียนเมื่อเร็ว ๆ นี้แล้ว การลงทุนของจีนในประเทศสมาชิกอาเซียนดูเหมือนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลทางการค้าที่อำนวยประโยชน์ต่อจีนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่มีการกำหนดเขตการค้าเสรีอาเซียนและจีนในปี พ.ศ. 2553 การค้าขายสินค้าของอาเซียนกับจีนเริ่มจากการเกินดุลทางการค้าไปจนถึงการขาดดุลทางการค้ามูลค่า 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.58 ล้านล้านบาท) ในปี พ.ศ. 2556 ตามที่ระบุในรายงานผลการศึกษาข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนฉบับปี พ.ศ. 2558 โดยคณะกรรมาธิการพิจารณาทบทวนประเด็นเศรษฐกิจและความปลอดภัยระหว่างสหรัฐฯ และจีน รายงานดังกล่าวระบุว่า “ความเชื่อมโยงระหว่างการขาดดุลของอาเซียนและเขตการค้าเสรีอาเซียนและจีน ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด”

ความกดดันในหมู่เกาะแปซิฟิก

จีนยังเพิ่มการมีส่วนร่วมและการลงทุนในประเทศต่าง ๆ ในหมู่เกาะแปซิฟิก จีนมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับหมู่เกาะคุก สหพันธรัฐไมโครนีเซีย ฟิจิ นีอูเอ ปาปัวนิวกินี ซามัว ตองกาและวานูอาตู ในระหว่างปี พ.ศ. 2549 ถึง 2556 จีนได้กลายเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่อันดับที่ห้าในภูมิภาคนี้ โดยบริจาคเงินกว่า 1.47 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5.15 หมื่นล้านบาท) นับตั้ง

แรงจูงใจที่มีข้อจำกัด

แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นรื่อย ๆ แต่ระดับความสำเร็จของ หลาย ๆ โครงการที่เป็นการใช้อำนาจละมุนของจีนในภูมิภาคก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยจนถึงทุกวันนี้
“การใช้อำนาจละมุนของจีนค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในกัมพูชา ส่วนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จีนก็ประสบความสำเร็จอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะถูกตีกลับเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผย อย่างกรณีล่าสุดในออสเตรเลียที่สมาชิกรัฐสภารับเงินบริจาคของจีน” นายไมเคิล โจนาทาน กรีน รองประธานอาวุโสของกลุ่มเอเชียและญี่ปุ่นแห่งศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษากล่าวกับ ฟอรัม

นายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา (กลาง) เดินทางมาถึงที่ประชุมในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีว่าการประทรวงการต่างประเทศของชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559

“การใช้อำนาจละมุนมักจะเริ่มโดยภาคประชาสังคม ไม่ใช่รัฐ ในสังคมประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง การให้ข้อมูลที่มีลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าของจีนจะทำให้ผู้อ่านหรือผู้ชมไม่ให้ความสนใจ จีนประสบความสำเร็จมากกว่าในสังคมที่เปิดกว้างน้อยกว่า (เช่น เวียดนาม) แต่พื้นที่เหล่านี้หลายแห่งก็ต้องเผชิญกับอำนาจแข็งของจีน” นายกรีนกล่าว
นายสก็อต แฮโรลด์ รองผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเอเชียแปซิฟิกแห่งสถาบันวิจัยแรนด์ คอร์เปอเรชัน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ www.voanews.com ว่า บางประเทศไม่พอใจกับวิธีการของจีน “เมื่อรัฐบาลจีนบอกให้ทำอะไรบางอย่าง และทางเลือกเดียวที่มีอยู่ก็คือต้องทำตาม ดังนั้น มันก็คงไม่ใช่วิธีการที่คนชื่นชอบเท่าไรนัก แม้มันอาจจะเป็นเรื่องจริงที่ประเทศเล็ก ๆ บางประเทศคือผู้รับในระบบระหว่างประเทศ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ”

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีนคือสิ่งที่ผู้คนชื่นชม “ผมคิดว่า จีนสั่งสมอำนาจละมุนจากประวัติอันน่าทึ่งทางด้านเศรษฐกิจที่ทำให้คนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน ผู้คนมากมายยกย่องในเรื่องนี้ และนั่นก็ทำให้เกิดอำนาจละมุน” นายโจเซฟ เอส. ไนย์ จูเนียร์ ศาสตราจารย์พิศิษฐ์จากวิทยาลัยรัฐศาสตร์เคนเนดี มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวในที่ประชุมศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา

“ในแอฟริกาและละตินอเมริกานั้น จีนทำได้ดีกว่าในพื้นที่ละแวกบ้านในเอเชีย เนื่องจากจีนมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และอื่น ๆ ทำให้จีนใช้อำนาจละมุนได้อย่างลำบากในพื้นที่นั้น” นายไนย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และประธานสภาข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าว
หลังยุคสงครามเย็น นายไนย์ได้ใช้คำว่าอำนาจละมุนเป็นครั้งแรกในหนังสือของตนในปี พ.ศ. 2533 เรื่อง เกิดมานำ: การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอำนาจของอเมริกา เมื่อมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่หันเหจากการใช้กำลังอำนาจทางทหารโดยตรง นายไนย์อธิบายว่าอำนาจละมุนคืออิทธิพลที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นจากสิ่งที่เป็นนามธรรมน้อยกว่า เช่น มรดกทางวัฒนธรรม ค่านิยมของมนุษย์ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและอุดมการณ์ทางการเมือง

สองทศวรรษต่อมา จีนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับการเพิ่มอิทธิพลของตนโดยไม่ต้องใช้กำลังหรือการบีบบังคับ ในปี พ.ศ. 2550 นายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีนในขณะนั้นได้ผลักดันให้จีนเพิ่มอำนาจละมุนเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2557 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ตอกย้ำการผลักดันดังกล่าว “เราควรเพิ่มระดับอำนาจละมุนของจีน ทำให้คนพูดถึงจีนในทางที่ดี และพัฒนาการส่งสาสน์ของจีนไปทั่วโลก” ประธานาธิบดีสีกล่าว ตามรายงานของนิตยสาร ฟอริน แอฟแฟร์

“จีนรู้ว่าสำหรับประเทศแบบจีนนั้น การเติบโตของอำนาจทางเศรษฐกิจและทางทหารมีความเสี่ยงต่อการทำให้บรรดาประเทศเพื่อนบ้านของตนหวาดกลัวจนต้องจัดตั้งพันธมิตรเพื่อถ่วงดุลอำนาจ ดังนั้น กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจะต้องประกอบด้วยความพยายามที่จะแสดงภาพลักษณ์ที่น่ากลัวน้อยลง แต่ความทะเยอทะยานในการใช้อำนาจละมุนของจีนก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคที่สำคัญ” นายไนย์อธิบายไว้ในเว็บไซต์ของโปรเจกต์ ซินดิเคต ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นพื้นที่อภิปรายสาธารณะ นายไนย์เขียนว่า ความท้าทายหลัก ๆ ของจีนได้แก่ความชาตินิยมที่รุนแรงและการควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาล

นอกเหนือจากการไปเยือนประเทศต่าง ๆ ของประธานาธิบดีสีแล้ว เครื่องมือบางอย่างในการสร้างอำนาจละมุนของจีนประกอบด้วย การขยายตัวขององค์กรสื่อภาครัฐซึ่งรวมถึงสำนักข่าวซินหัวของจีนในต่างประเทศ การสร้างสถาบันขงจื๊อกว่า 500 แห่งทั่วโลกเพื่อส่งเสริมการเรียนภาษาและวัฒนธรรมจีน และการสนับสนุนให้นักศึกษาต่างชาติหลายแสนคนเดินทางไปศึกษาในประเทศจีน นอกจากนี้ จีนยังได้เพิ่มการจัดกิจกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในปี พ.ศ. 2551 และกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี พ.ศ. 2565 ที่กรุงปักกิ่ง และการประชุมสุดยอดของผู้นำกลุ่มประเทศ จี-20 ที่เมืองหางโจวในปี พ.ศ. 2559 ตลอดจนการประชุมอื่น ๆ อีกมากมาย

ประชาชนยืนต่อแถวที่ศูนย์เลือกตั้งในฮ่องกงเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559 เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ ซึ่งมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์

นักวิเคราะห์อื่น ๆ โต้แย้งว่า จีนได้ขยายแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจละมุนมากกว่าสหรัฐ ฯ โดยนำทรัพยากรทางเศรษฐกิจมาใช้ในการปรับกลยุทธ์ “เศรษฐกิจไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอำนาจละมุนของจีนเท่านั้น แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีอิทธิพลที่สุดของอำนาจนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมิน เราพูดได้ว่าอำนาจละมุนของจีนหลัก ๆ แล้วจะอยู่บนพื้นฐานของอำนาจทางเศรษฐกิจ และรองลงมาคือนโยบายต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ค่านิยมทางการเมืองตามด้วยวัฒนธรรมและอารยธรรมของจีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางอำนาจของจีนที่พัฒนาน้อยที่สุด” นางอัฟซาห์ กาซี นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอธิบายไว้ใน อินเตอร์เนชันนัล โพลิซี ไดเจสต์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์อิสระเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การศึกษาต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า อำนาจละมุนของจีนที่แต่เดิมไม่ได้ประกอบไปด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจและทางทหาร โดยรวมแล้วก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด “ผลสำรวจความคิดเห็นในอเมริกาเหนือ ยุโรป อินเดียและญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนส่วนใหญ่จะเป็นไปในเป็นเชิงลบ” นายไนย์เขียนไว้ในบทความแสดงข้อคิดเห็นที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของโปรเจกต์ ซินดิเคต ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 แนวปฏิบัติของจีน เช่น การนำแรงงานของตนเข้าไปทำงานในพื้นที่นั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบแม้กระทั่งในละตินอเมริกาและแอฟริกาที่ไม่ได้มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับดินแดนหรือสิทธิมนุษยชน นายไนย์ระบุ

จีนอาจใช้งบประมาณมากถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ในแต่ละปีกับการ “โฆษณาชวนเชื่อภายนอก” ตามที่นายเดวิด แชมโบห์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน เขียนไว้ในนิตยสาร ฟอริน แอฟแฟร์ ถึงกระนั้น “คะแนนความนิยมของจีนนั้นอย่างดีก็แค่ผสมกันทั้งดีและไม่ดี โดยส่วนใหญ่จะติดลบและลดลงเรื่อย ๆ ในเวลาต่อมา โดยลดลงอย่างเต็มที่ร้อยละ 20 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ถึง 2558” นายแชมโบห์กล่าวในที่ประชุมล่าสุดของศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษาเกี่ยวกับอำนาจละมุนของจีนตามผลการสำรวจความคิดเห็นของสารธารณชนหลาย ๆ ครั้งที่จัดทำขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

บางทีแล้ว ผลการเลือกตั้งล่าสุดสองครั้งที่ผ่านมาจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีกว่าในเรื่องความก้าวหน้าของโครงการสร้างแรงจูงใจของพรรคคอมมิวนิสต์และความรู้สึกที่แท้จริงของประเทศต่าง ๆ ต่อการยืนกรานที่จะใช้อำนาจละมุนของจีนในภูมิภาค ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในไต้หวันได้เลือกประธานาธิบดีที่มาจากพรรคการเมืองที่พยายามสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่หลากหลายและลดความพึ่งพิงจากจีน การเลือกตั้งในฮ่องกงเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 เผยให้เห็นว่าค่านิยมของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่เป็นที่นิยมสำหรับประชาชนในภูมิภาคนี้ ในการเลือกตั้งดังกล่าวที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์ ผู้ลงคะแนนเสียงได้เลือกผู้สมัครสภานิติบัญญัติชุดใหม่ที่สนับสนุนสิทธิประชาธิปไตย และยังเลือกผู้นำที่สนับสนุนให้ฮ่อกงได้รับเอกราชหรืออย่างน้อยก็สนับสนุนให้ฮ่องกงได้รับสิทธิในการปกครองตนเองในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญบางรายยืนยันว่า แม้ว่าจีนจะประสบความสำเร็จไม่มากในเรื่องการเพิ่มอำนาจละมุน แต่ตามความหมายแบบดั้งเดิมแล้ว วิธีการที่จีนใช้ตามนโยบายการทูตสมุดเช็คและการใช้เงินสดแทนที่โครงการสาธารณต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดความกังวลด้านความมั่นคงในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดที่ผ่านมาระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศจีน ประเทศต่าง ๆ ต้องหาวิธีที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุนของจีนโดยไม่สูญเสียผลประโยชน์ของตนเองหรือแม้แต่อธิปไตย ทั้งนี้ โดยดูจากแรงกดดันทางการเมืองที่ดูเหมือนจะเป็นผลลัพธ์ของการลงทุนต่าง ๆ ดังกล่าวในท้ายที่สุด

หุ้น