อินเดียและจีน เผชิญหน้า

อินเดียและจีน เผชิญหน้า

การแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ด้านกองทัพเรือในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

ดร.เดวิด บรูว์สเตอร์/มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

จีนและอินเดียกลายเป็นมหาอำนาจแถบคาบสมุทรอินโดแปซิฟิกอย่างรวดเร็ว ด้วยความมั่งคั่ง อำนาจ และผลประโยชน์ที่แผ่ขยายออกไป ทำให้ทั้งสองประเทศเผชิญหน้ากันมากขึ้นซึ่งรวมถึงในมิติทางทะเล วิธีที่สองประเทศนี้ร่วมมือกัน อาจเป็นหนึ่งในความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอินโดแปซิฟิกในศตวรรษที่ 21

ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างอินเดียและจีนนั้นมีความซับซ้อน มีหลายปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ไขระหว่างทั้งสองประเทศ ล่าสุดจีนกำลังเริ่มมีบทบาทในแถบเอเชียใต้และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ในส่วนของรัฐบาลอินเดียเองนั้นรับรู้ว่าจีนกำลังสร้างสภาพแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ และสร้างแนวทางที่สามารถใช้ต่อกรกับรัฐบาลอินเดีย สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างสำคัญบางประการเกี่ยวกับความเข้าใจด้านสถานภาพและบทบาทของอินเดียและจีนในภูมิภาคนี้

ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ของจีน

ผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของจีนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียมีแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนบทบาททางทหารให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปในอีกหลายปีข้างหน้า ผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของจีนคือการป้องกันเส้นทางการซื้อขายพลังงานจากตะวันออกกลางและแอฟริกา รัฐบาลจีนตระหนักอย่างยิ่งว่าเส้นทางทางทะเลเหล่านี้เสี่ยงต่อภัยคุกคามจากศัตรูที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณจุดแออัดของช่องแคบเฮอร์มูซและช่องแคบมะละกา

อย่างไรก็ตาม จีนมีผลประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอาจกลายเป็นสิ่งผลักดันที่สำคัญขึ้นไปอีกสำหรับการเพิ่มการจัดกำลังทางทหารของจีน รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาความมั่นคงสำหรับประชาชนจีนและการลงทุนในประเทศอื่น ๆ ที่ขาดเสถียรภาพ รวมทั้งความสามารถในการอพยพชาวจีนเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตต่าง ๆ ในท้องถิ่น ผลประโยชน์อื่น ๆ ของจีนนั้นหมายรวมถึงความจำเป็นที่ต้องสนับสนุนปฏิบัติการรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ การดำเนินการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การบรรเทาภัยพิบัติ ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย อีกทั้งอาจรวมถึงความปรารถนาที่จะดำเนินการแทรกแซงเพื่อต่อต้านกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งหรือสนับสนุนพันธมิตรในท้องถิ่น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลจีนยังอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจบีบให้จีนตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่รัฐบาลจีนไม่สามารถจัดการได้

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ส่งผลให้จีนพัฒนาบทบาททางทหารในแถบภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ใน พ.ศ. 2551 เริ่มมีการปรากฏของกองทัพเรือกึ่งถาวรในทะเลอาหรับ จนกระทั่งล่าสุดมีการก่อตั้งฐานทัพเรือต่างประเทศของจีนเป็นครั้งแรกในจิบูตี แน่นอนว่าขีดความสามารถของจีนในภูมิภาคนี้มุ่งเน้นหลัก ๆ ที่ปฏิบัติการทางทหารในช่วงเวลาสันติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจีนมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการปฏิเสธการเข้าถึงทางทะเล และแม้กระทั่งการควบคุมอาณาเขตทางทะเล

สาธารณะชนส่วนใหญ่พุ่งความสนใจไปยังกองทัพเรือจีนที่กำลังเคลื่อนตัวไปสู่ยุทธศาสตร์สองมหาสมุทร ซึ่งรวมมหาสมุทรอินเดียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารของจีน นอกจากนี้ บทบาทของกองกำลังทางบกของจีนในภูมิภาคนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโต รวมไปถึงนาวิกโยธินแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนที่ตอนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 นาย เช่นเดียวกับที่จีนดำเนินการในแอฟริกา รัฐบาลจีนอาจยังต้องพึ่งพาผู้รับเหมาด้านการรักษาความปลอดภัยภาคเอกชนของจีนอย่างมากสำหรับงานการรักษาความปลอดภัยท้องถิ่น

บทบาทการทหารของจีนที่เติบโตขึ้นนี้จะทำให้ต้องขยายฐานทัพในภูมิภาค ซึ่งมีแนวโน้มที่จะรวมถึงฐานทัพเรือและอากาศในปากีสถาน และที่อื่น ๆ ในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย เช่น แอฟริกาตะวันออกและมหาสมุทรอินเดียตะวันออก

ลักษณะความสัมพันธ์หลาย ๆ ด้านของจีนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียกำลังเปลี่ยนแปลง รวมถึงพันธมิตรกึ่งทหารที่กำลังพัฒนา การสร้างท่าเรือสำหรับใช้งานสองทางที่กองทัพเรือจีนอาจเข้าไปใช้งาน และการเพิ่มการถ่ายโอนอาวุธของจีนเข้าสู่ภูมิภาคนี้

การตอบสนองของอินเดียต่อจีน

การมีบทบาทเพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียส่งผลให้อินเดียมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างหุนหัน อินเดียมีความทะเยอทะยานแต่เนิ่นนานแล้วที่จะได้รับการยอมรับเป็นประเทศมหาอำนาจ พร้อมความรับผิดชอบด้านความมั่นคงเป็นพิเศษในภูมิภาคนี้ หลายฝ่ายในรัฐบาลอินเดียถือว่าอินเดียเป็นผู้นำโดยธรรมชาติในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย อย่างน้อยก็ในระยะยาว

ประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมในอินเดียได้สร้างพลังต่อต้านที่แข็งแกร่งต่อการเข้ามามีบทบาทของมหาอำนาจอื่น ๆ ในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ในทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2522) และทศวรรษ 1980 (พ.ศ. 2523-2532) อินเดียเคยมีความกังวลเหล่านี้ต่อกองทัพเรือสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันอินเดียมีความกังวลอย่างมากต่อประเทศจีน

ความมุ่งมั่นของอินเดียในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียไม่ใช่แค่ด้านกลาโหม แต่อินเดียยังแสดงถึงความปรารถนาที่กว้างไกลกว่านั้น ในการได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาอำนาจสำคัญของภูมิภาค จนอาจกลายเป็นมหาอำนาจสำคัญที่ร่วมตัดสินบนเวทีระดับโลก

ความเคลื่อนไหวของจีนและอินเดียในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่มีแง่มุมหลากหลายด้าน ซึ่งผสานองค์ประกอบของความร่วมมือ การดำรงอยู่ร่วมกัน และการแข่งขันเข้าไว้ด้วยกัน การเข้ามามีบทบาทของจีนในเอเชียใต้และภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียในวงกว้าง ถูกมองว่าน่าสงสัยและน่าวิตก โดยทั่วไป รัฐบาลอินเดียไม่ได้มองว่าการสร้างความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเป็นภาพสะท้อนผลประโยชน์ของจีนที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่คือการมุ่งต่อกรกับอินเดียเพื่อที่จะตีวงล้อมหรือทำให้อินเดียเสียสมดุล

การอ้างบทบาทของอินเดียด้านการรักษาความมั่นคงพิเศษในภูมิภาค และมุมมองต่อความถูกต้องตามทำนองคลองธรรมในการเข้ามามีบทบาทของจีน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างสองประเทศ และยิ่งทรุดหนักเมื่อมีอีกปัจจัยหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือ อินเดียหวังที่จะคงความสุ่มเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ของจีนในมหาสมุทรอินเดีย

ในมิติส่วนใหญ่ของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งรวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ ความสมดุลทางทหารตามแบบในภูมิภาคหิมาลัย หรืออำนาจทางเศรษฐกิจ นับว่าอินเดียอยู่ในจุดที่เสียเปรียบ อย่างไรก็ตาม ภูมิศาสตร์ของมหาสมุทรอินเดียเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งอินเดียมีข้อได้เปรียบทางการทหารที่ชัดเจนเหนือกว่าประเทศจีน

ยุทธศาสตร์ของอินเดียในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางกองทัพเรือบริเวณจุดแออัดต่าง ๆ ในมหาสมุทรอินเดีย คือการข่มขู่อย่างชัดเจนว่าจะปิดกั้นเส้นทางการซื้อขายของจีน รัฐบาลจีนกังวลว่าในกรณีที่เกิดความขัดแย้งระหว่างสองรัฐในเขตชายแดนที่ติดต่อกัน อินเดียอาจโยงไปถึงความขัดแย้งในมหาสมุทรอินเดีย

เนื่องด้วยเหตุผลเหล่านี้ การดำเนินการเพื่อขยายอำนาจกองทัพเรือของจีนในมหาสมุทรอินเดียได้กลายเป็นแหล่งความกังวลหลักในระยะยาวของกองทัพเรืออินเดีย และปัจจุบันเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้อินเดียสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ เพิ่มขึ้น อินเดียเล็งเห็นความจำเป็นในการร่วมงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส เพื่อคงสมดุลหรือชะลอการเติบโตของจีนในมหาสมุทรอินเดีย อินเดียกำลังมุ่งมั่นสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค และมีฐานทัพทั่วแถบคาบมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงฐานทัพที่ใช้ร่วมกับกับพันธมิตร เช่น โอมานและอินโดนีเซีย

มุมมองของจีน ต่อบทบาทของอินเดีย

รัฐบาลจีนมีมุมมองที่ค่อนข้างแตกต่างออกไปจากรัฐบาลอินเดียในเรื่องความชอบธรรมที่จีนเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ก่อนอื่น นักยุทธศาสตร์ชาวจีนหลายคนเชื่อว่าอินเดียขาดอำนาจเบ็ดเสร็จในระดับชาติ และวางอินเดียไว้ใต้มหาอำนาจอื่น ๆ เช่น รัสเซียและญี่ปุ่น ซึ่งในบางครั้งนั่นอาจทำให้จีนมีความยำเกรงต่ออินเดียน้อยลงเมื่อเทียบประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนในเรื่องมุมมองต่อภัยคุกคาม กล่าวคือ อินเดียมักมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามสำคัญ ในขณะที่จีนมุ่งความสนใจไปที่สหรัฐอเมริกามากกว่า

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังต่อต้านอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับข้อเสนอต่าง ๆ ที่ว่าอินเดียมีสิทธิ์ในการจำกัดความสัมพันธ์ของจีนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย หรือข้อเสนอที่ว่าควรยอมรับอินเดียในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ จีนมองว่าตนมีอิสระในการเลือกที่จะสานสัมพันธ์กับประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกับอินเดีย เช่น ปากีสถาน ศรีลังกา และเนปาล

ในมุมมองที่ต่างกันนั้นส่งผลให้รัฐบาลจีนไม่ค่อยใส่ใจต่อความกังวลของอินเดียที่จีนเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ในภูมิภาคนี้ ตัวอย่างหนึ่งคือ การเติบโตทางทหารและการติดต่อสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของจีนกับปากีสถาน ถูกมองว่าไม่สำคัญเนื่องจาก “ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อินเดีย” สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สร้างความไม่มั่นใจให้แก่อินเดีย

บางคนโต้แย้งว่าจีนได้รับผลกระทบจาก “จุดบอด” เชิงยุทธศาสตร์ในการทำความเข้าใจมุมมองของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอินเดีย ความเชื่อมั่นอันหนักแน่นของจีนในประวัติศาสตร์ชาติของอาจทำให้จีนยากที่จะเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านและสร้างความนิ่งนอนใจเกี่ยวกับการขยายอำนาจของจีน ความเชื่อเหล่านี้ยังมีแนวโน้มทำให้จีนไม่แยแสต่อความกังวลของอินเดีย
ปัจจัยเชิงลบทวีความรุนแรงขึ้นสืบเนื่องจากแนวทางปฏิบัติของจีนตามนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งจีนกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย โดยหลาย ๆ พื้นที่คือเขตประเทศเพื่อนบ้านของอินเดีย รัฐบาลจีนอ้างว่าโครงการเหล่านี้เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น และยืนยันว่าจีนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอินเดียในฐานะพันธมิตรในภูมิภาคนี้ รัฐบาลจีนเชื่อว่าไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายโครงการต่าง ๆ ในภูมิภาค หรือขอความร่วมมือใด ๆ จากอินเดีย

แนวทางปฏิบัตินี้ยิ่งเติมเชื้อไฟความคลางแคลงใจของอินเดียเกี่ยวกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ปัจจุบันแทบจะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าอินเดียสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอย่างจริงจัง ในภาพรวม ดูเหมือนว่าอินเดียจะมีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่จะเป็นพันธมิตรอย่างเต็มใจกับจีนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย แต่มีแนวโน้มที่อินเดียจะต่อต้านโครงการต่าง ๆ ของจีนมากกว่า

มีความหมายอย่างไร ต่อภูมิภาคนี้?

การแข่งขันระหว่างอินเดียและจีนกลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้านการเมืองระดับภูมิภาคแถบประเทศในเอเชียใต้ เช่น ปากีสถาน ศรีลังกา และบังกลาเทศ เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศที่เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างมัลดีฟส์

บางประเทศพยายามดึงข้อได้เปรียบจากการแข่งขันในแง่ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารจากหนึ่งหรือทั้งสองด้าน โดยการคานอำนาจกันและกันของทั้งสองประเทศเพื่อดึงดูดให้มีการลงทุนมากขึ้นในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทั้งนี้ สำหรับประเทศเล็ก ๆ การได้มาซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้ก็เป็นเกมที่มีอันตรายแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

การแข่งขันระหว่างจีนและอินเดียอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมือง ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา การโต้แย้งเกี่ยวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจีนมีส่วนผลักดันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลในพม่าและศรีลังกา และมีแนวโน้มว่าจะเกิดการแย่งชิงอิทธิพลมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคในอีกหลายปีข้างหน้า วิกฤตทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นที่มัลดีฟส์ในช่วงต้น พ.ศ. 2561 เมื่อนายอับดุลลา ยามีน ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ได้ท้าทายอำนาจการปกครองของศาลสูงสุดซึ่งสั่งให้คืนตำแหน่งแก่สารวัตรทหารฝ่ายค้านและปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง วิกฤตนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องด้วยการแข่งขันระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งยังคงดำเนินต่อมา

โดยภาพรวมแล้ว ดูเหมือนว่าการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์นี้จะนำไปสู่​​ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย เพราะอินเดียรู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องตอบโต้การเคลื่อนไหวของจีน

สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียอย่างไม่มีข้อกังขาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ขณะนี้สถานการณ์นี้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง เรากำลังจับตามองมหาอำนาจอย่างอินเดียและจีนที่ผงาดขึ้น เช่นเดียวกับประเทศที่มีอำนาจขนาดกลาง ๆ เกิดขึ้นใหม่หลายประเทศ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียมีขั้วอำนาจที่หลากหลาย และมีความซับซ้อนทางสถาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นจะกำหนดให้สหรัฐอเมริการ่วมงานกับพันธมิตรใหม่ ๆ ด้วยวิธีการใหม่ ๆ

หุ้น