เงินกู้จากจีน

เงินกู้จากจีน

เงินกู้ของจีนที่ให้กับแอฟริกาและลาตินอเมริกาช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องตลาดงาน การขาดดุลการค้าหรือความโปร่งใส

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

การใช้จ่ายเงินของจีนในแอฟริกาและลาตินอเมริกาเพื่อหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ๆ และสร้างงานให้คนจีน กำลังถูกจับตามองจากทั่วโลก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา จีนก็ได้กลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของทวีปแอฟริกา โดยแต่ละปีสินค้าที่ซื้อขายกันมีมูลค่าสูงถึง 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5.6 ล้านล้านบาท) ตามรายงานของนิตยสาร ดิอิโคโนมิสต์ ในช่วงทศวรรษต่อจากนี้ ผู้นำจีนกล่าวว่าจีนมีแผนจะลงทุนในลาตินอเมริกา 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 8.7 ล้านล้านบาท)

งบลงทุนมหาศาลดังกล่าวช่วยต่อลมหายใจให้กับโครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างถนน สนามบิน ทางรถไฟ ท่าเรือและโทรคมนาคม ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก ภายในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2558 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนอ้างว่า จีนทำโครงการเสร็จสินไปแล้ว 1,046 โครงการ สร้างทางรถไฟยาว 2,233 กิโลเมตร และทางหลวงเป็นระยะทาง 3,350 กิโลเมตร ในทวีปแอฟริกา

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแม้หลายโครงการในจำนวนนี้จะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของแอฟริกาและสร้างไมตรีจิตรในหมู่ประเทศลูกหนี้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มที่เหมือนกับโครงการที่ใช้เงินทุนที่จัดสรรภายในประเทศ นอกจากนี้ การไม่จ้างแรงงานท้องถิ่นและการขาดความโปร่งใสทำให้การลงทุนของจีนได้รับทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงชื่นชม

โครงการท้องถิ่นกับคนงานจีน

แม้ว่าข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับจำนวนชาวจีนที่ทำงานในแอฟริกาอาจจะระบุอย่างแน่ชัดได้ยาก แต่ตัวเลขประมาณการส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1 ล้านคน

รายงานในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 ของสถาบันบรูคกิงส์เรื่อง “การปฏิสัมพันธ์ระหว่างจีนกับแอฟริกา: จากทรัพยากรธรรมชาติสู่ทรัพยากรมนุษย์” ระบุว่า “แอฟริกาต้องสร้างงานอีกมากให้กับประชากรหนุ่มสาวจำนวนมากของตน”

“ยิ่งมีชาวจีนเข้ามาทำงานมากเท่าไร โอกาสที่คนแอฟริกันจะมีงานทำก็ยิ่งลดลงเท่านั้น” รายงานขององค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านนโยบายสาธารณะดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุ

นายเดวิด ดอลลาร์ ผู้เขียนรายงานฉบับนี้และเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนทางการทูตฝ่ายเศรษฐกิจและการเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประจำประเทศจีนระหว่างปี พ.ศ. 2552 ถึง 2556 กล่าวในระหว่างการอภิปรายที่จัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 ที่สถาบันบรูคกิงส์ว่า จีนเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากจากการให้เงินทุนสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ในแอฟริกา อย่างไรก็ตาม นายดอลลาร์ระบุว่าสัดส่วนของการสนับสนุนเงินทุนของจีนในโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกานั้น “มีนัยสำคัญแต่ไม่ครอบคลุม”

คนงานจีนนำทักษะที่จำเป็นมาสอนให้คนงานอื่น ๆ นายดอลลาร์กล่าวและเพิ่มเติมว่า รัฐบาลของชาติต่าง ๆ ในแอฟริกาควรมุ่งเน้นความจำเป็นในการสร้างงานแก่คนท้องถิ่นให้มากขึ้นจากโครงการเหล่านี้

การสร้างงานอาจเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแอฟริกา อัตราการเกิดของที่นี่ยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตของทารกยังคงลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการแพทย์สมัยใหม่และ “การขยายตัวของบริการสาธารณสุขและการศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม” รายงานของบรูคกิงส์ระบุ ราวครึ่งหนึ่งของประชากรแอฟริกามีอายุต่ำกว่า 20 ปี

การที่คนงานจีนในพื้นที่ก่อสร้างในแอฟริกามีมากกว่าคนงานแอฟริกันซึ่งเป็นคนท้องถิ่นนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นายดอลลาร์สรุป โครงการของจีนอาจไม่ช่วยให้คนแอฟริกันมีงานทำมากพอ แต่บริษัทก่อสร้างของจีนก็ทำงานด้วยค่าจ้างที่ไม่แพงและช่วยให้แอฟริกามี “โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในราคาที่ถูกกว่า”

การขาดดุลการค้าและเงินกู้ที่มีความเสี่ยง

เงินลงทุนของจีนกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่งในลาตินอเมริกาและแอฟริกา ตั้งแต่แผนการก่อสร้างทางรถไฟมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) เพื่อเชื่อมระหว่างชายฝั่งของเปรูกับบราซิล ไปจนถึงโครงการทางรถไฟมูลค่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) ตามแนวชายฝั่งของไนจีเรีย จะเห็นได้ว่าความช่วยเหลือทางการเงินของจีนสร้างความพึงพอใจอย่างเต็มที่ให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาที่กำลังขาดเงินเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาลูกหนี้ของจีน มีหลายประเทศที่ขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลให้กับจีน “ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากแอฟริกาและลาตินอเมริกา และส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่าเดิมไปยังทั้งสองภูมิภาค” ตามรายงานในปี พ.ศ. 2559 ของ ดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนส์ ยูนิต ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและประมาณการทางการเงินและบริษัทในเครือของนิตยสาร ดิอิโคโนมิสต์

นอกจากนี้ เงินกู้ที่มีความเสี่ยงยังทำให้เกิดแรงกดดันต่อลูกหนี้

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา รัฐบาล ธนาคารและบริษัทต่าง ๆ

ของจีนได้ออกเงินกู้ให้แก่แอฟริกาไปแล้วมากกว่า 8.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ตามรายงานของ ไชนา แอฟริกา โปรเจกต์ ซึ่งเป็นรายงานต่อเนื่องของสื่อประสมจากอดีตผู้สื่อข่าวและนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินการของจีนในแอฟริกา
บางครั้งเงินกู้จะใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นน้ำมัน แร่ธาตุหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ถูกลง หลายประเทศในแอฟริกาก็ประสบปัญหาในการชำระหนี้เงินกู้ที่ยืมมา ไชนา แอฟริกา โปรเจกต์ รายงาน “ตัวอย่างเช่น ในประเทศแองโกลา เงินที่ได้จากการส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่จะถูกนำมาชำระหนี้เงินกู้จากจีนที่มีมูลค่าอย่างน้อย 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท) นั่นหมายความว่าแองโกลาแทบจะไม่ได้รับเงินจริง (หมายถึงเงินสดนั่นเอง) จากการส่งออกน้ำมันของตนเองเลย จนนำไปสู่วิกฤติสภาพคล่องที่อาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ” ตามรายงานของไชนา แอฟริกา โปรเจกต์

เช่นเดียวกับในกรณีของเคนยา ตอนนี้จีนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของเคนยา และมากกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้ต่างประเทศก็มาจากจีนนั่นเอง

การศึกษาของบรูคกิงส์ระบุว่า ราวหนึ่งในสามของเงินกู้ที่จีนปล่อยให้แอฟริกามีสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ประเทศที่ได้เงินกู้มาในลักษณะนี้ ได้แก่ แองโกลา สาธารณรัฐคองโก อิเควทอเรียลกินี กานา ไนเจอร์และซูดาน

รายงานระบุว่า การปล่อยเงินกู้เช่นนี้ช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ภายใต้เงื่อนไขที่จะไม่ได้จากที่อื่น สำหรับจีนเองนั้น การใช้น้ำมันเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันช่วยลดความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ และทำให้จีนสามารถส่งออกสินค้าได้ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง

ในขณะที่จีนยังคงลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง บรรดาผู้นำภาคธุรกิจในลาตินอเมริกาและแอฟริกาก็เริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางการเงินอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือความไม่สมดุลทางการค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่กี่วันก่อนที่นายเมาริซิโอ มาครี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา จะพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนตามแผนที่กำหนดไว้ ผู้นำภาคธุรกิจที่เข้าร่วมการประชุมทางธุรกิจที่กรุงบัวโนส ไอเรส ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสาธารณะ
“ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศแสดงให้เห็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง” นายเอเดรียน คอฟแมนน์ หัวหน้าสหภาพอุตสาหกรรมแห่งอาร์เจนตินาระบุ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ บัวโนส ไอเรส เฮรัลด์ “การขาดดุลการค้ามีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ในช่วงสองสามปีหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเป็นไปในลักษณะอสมมาตรซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ”

หนังสือพิมพ์ เฮรัลด์ รายงานว่า สินค้าส่งออกของอาร์เจนตินาไปยังจีนมีมูลค่าเกือบ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.75 แสนล้านบาท) ในปี พ.ศ. 2558 ในขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนมีมูลค่าถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 3.5 แสนล้านบาท)
รายงานของ ดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนส์ ยูนิต ได้เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับความไม่สมดุลดังกล่าว

สามในสี่ของสินค้าส่งออกจากลาตินอเมริกาไปยังจีนประกอบด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ 4 ชนิด ได้แก่ น้ำมัน ทองแดง แร่เหล็กและถั่วเหลือง ในขณะที่จีนส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งแบบเทคโนโลยีสูงและเทคโนโลยีต่ำจำนวนมหาศาลไปยังลาตินอเมริกา “กระบวนการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติไปยังจีนและการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่าเดิมจากจีน ทำให้ประเทศต้องขาดดุลการค้ามูลค่ามหาศาลและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เกือบตลอดทศวรรษที่ผ่านมา” รายงานระบุ

รายงานยังระบุว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำทำให้ปัญหายิ่งเลวร้ายลงไปอีก ภายในปี พ.ศ. 2558 ประเทศในลาตินอเมริกาขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่า หรือคิดเป็นมูลค่า 2. 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 9. 1 แสนล้านบาท)

คำสัญญาที่ไม่เป็นจริง

ในขณะที่การลงทุนของจีนในแอฟริกาได้รับความสนใจจากทั่วโลก แต่การพัฒนาที่เสนอมาหลายโครงการก็ไม่เคยเป็นรูปเป็นร่าง บริษัทจากจีนเองก็พบความท้าทายไม่ต่างจากที่นักลงทุนจากตะวันตกต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการขาดการสนับสนุนจากคนในท้องถิ่นไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มาตรฐาน

บทความในนิตยสาร ดิอิโคโนมิสต์ ได้ยกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญ นั่นก็คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนและนักลงทุนจากยูกันดาได้ทุ่มเงิน 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท) ไปกับพื้นที่ที่มีการพัฒนาน้อยที่สุดในยูกันดา คนเหล่านี้มองเห็นภาพบริเวณที่จะกลายเป็นเขตการค้าเสรีทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบวิคตอเรีย ซึ่งพื้นที่ 500 ตารางกิโลเมตรภายในนั้นจะเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โรงงานผลิตสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า บ้านเรือนและธุรกิจด้านการเกษตร

แต่ก็ไม่มีโครงการใด ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจริง

ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จีนประกาศโครงการพัฒนามูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ (หรือประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท) เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เมื่องานเริ่มขึ้น จีนกลับพบว่าไม่มีถนนในพื้นที่เลยและแม่น้ำที่มีอยู่ก็แทบจะเดินเรือไม่ได้ ตามที่นิตยสาร ดิอิโคโนมิสต์ ระบุ ต่อมาเมื่อเริ่มทำการเพาะปลูกบนพื้นที่เล็ก ๆ ต้นปาล์มก็ถูกขโมยไป โครงการนี้ก็ต้องยกเลิกไปในที่สุด

คำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

นักวิชาการและเจ้าหน้าที่รัฐในลาตินอเมริกาได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของจีน

รายงานของบรูคกิงส์ระบุว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ได้จัดทำนโยบายอย่างละเอียดเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารโลกจะต้องมีการประเมินสภาพแวดล้อม ความเห็นของประชาชน และความพยายามในการลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม นายดอลลาร์กล่าว

วิธีการที่จีนใช้ในการก่อสร้างในประเทศที่กำลังพัฒนาคือการทำตามแนวทางการปฏิบัติของประเทศนั้น ๆ แม้ว่าจะดูเหมือนมีเหตุผล แต่รายงานของบรูคกิงส์ระบุว่า “การปฏิบัติตามกฎระเบียบในประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ”
“ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของจีนในแอฟริกาอ้างว่า ผลงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศจีนเองก็ไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง” รายงานดังกล่าวระบุ

ผลงานที่ว่านั้นได้รับการเปิดเผยอย่างกว้างขวาง

รายงานของนักวิจัยชาวจีนและอเมริกันที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 เปิดเผยว่า การเผาถ่านหินในจีนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 366,000 คนในปี พ.ศ. 2556 การศึกษาเรื่อง “ภาระโรคที่เกิดจากการเผาถ่านหินและแหล่งก่อมลพิษอื่น ๆ ที่สำคัญในจีน” ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยซิงหัวในกรุงปักกิ่ง และสถาบันผลกระทบต่อสุขภาพที่ตั้งอยู่ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์

รายงานเรื่อง “สิ่งแวดล้อมของจีน: ปัญหาใหญ่ ความพยายามอย่างเร่งด่วน และโอกาสที่มีมากมาย” ของศูนย์วิจัยการลงทุนในตลาดโลก โกลด์แมน แซคส์ ที่ออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 เผยว่า จีนปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปรวมกัน และ ร้อยละ 60 ของน้ำใต้ดินของจีนก็ไม่เหมาะแก่การบริโภค อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับดังกล่าวชี้ว่า ปัญหาเหล่านี้กำลังจะทำให้รัฐบาลจีนต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพื่อการแก้ไขเยียวยา

สถิติดังกล่าวทำให้ผู้นำภาคธุรกิจและชุมชนบางส่วนในลาตินอเมริกาต้องออกมาเตือนให้ระวัง โครงการที่จีนเสนอจะให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างทางรถไฟความยาว 5,000 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมระหว่างไร่ถั่วเหลืองและเหมืองแร่เหล็กของบราซิลกับท่าเรือไอโลทางตอนใต้ของประเทศเปรู จะทำให้จีนมีเส้นทางที่ถูกกว่าและสั้นกว่าในการขนส่งทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่จีนต้องการนี้ต้องตัดผ่านพื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ในป่าแอมะซอน และต้องสร้างเมืองทั้งเมืองในเขตป่าฝนเพื่อรองรับคนงานที่จะเข้ามาสร้างทางรถไฟ

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 ผู้ประกอบกิจการรถไฟของบราซิลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้วิจารณ์ข้อเสนอของบริษัทไชนา เรลเวย์ เออหยวน เอ็นจิเนียริง กรุ๊ป ว่าจะตัดผ่านกลางเขตสงวนที่อุดมสมบูรณ์และทำให้ระบบนิเวศน์ที่บอบบางได้รับความเสียหาย
การศึกษาของมหาวิทยาลัยบอสตันเมื่อปี 2558 เรื่อง “จีนในลาติน

อเมริกา: บทเรียนสำหรับความร่วมมือใต้-ใต้ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอกย้ำแนวคิดที่ว่า “ความเฟื่องฟูของจีน” ในลาตินอเมริกาอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความตระหนักเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รายงานระบุว่าการส่งออกสินค้าไปยังจีนเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการสกัดเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกเหล่านี้ “ไม่ใช่สาเหตุที่สำคัญที่สุดของการตัดไม้ทำลายป่า หากแต่เป็นถนน คลองและทางรถไฟเพื่อนำสินค้าเหล่านี้ไปยังท่าเรือต่างหาก”

การศึกษาดังกล่าวระบุว่า ถนนหนทางเหล่านี้เป็นเส้นทางให้มนุษย์เข้าไปตั้งถิ่นฐานในป่าแอมะซอนและขัดขวางรูปแบบการย้ายถิ่นของสัตว์

รางวัลสำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงที่ซื่อสัตย์

เมื่อจีนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ข้อกังวลต่าง ๆ

ไม่ได้มีเพียงแค่ความไม่สมดุลทางการค้าและคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น การมีส่วนร่วมทางการเงินของจีนในแอฟริกานั้นมาพร้อมกับข้อผูกพันทางการเมือง

โครงการวิจัยของวิทยาลัยวิลเลียมและแมรีในรัฐเวอร์จิเนียแสดงให้เห็นว่า จีนให้รางวัลแก่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกาที่ออกเสียงลงมติขององค์การสหประชาชาติที่เป็นไปในทางเดียวกันกับจีน

โครงการเอดดาตาเปิดเผยว่า ในขณะที่จีนให้เงินในสัดส่วนที่มาก กว่าแก่ประเทศที่ยากจนกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ให้เงินสนับสนุนในจำนวนที่มากกว่าแก่ประเทศที่ออกเสียงไปในทางเดียวกับตน

ตัวอย่างเช่น สองประเทศที่ออกเสียงสนับสนุนจีนบ่อยที่สุด ได้แก่ เอธิโอเปียและซิมบับเว ได้รับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาจากจีนมากที่สุดในช่วงปี พ.ศ. 2543 ถึง 2555

ความไม่โปร่งใส

การทำธุรกิจกับประเทศประชาธิปไตยมักต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ การทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับโครงการพัฒนาและการประกวดราคา แต่การทำธุรกิจกับประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบปิดนั้นอาจก่อให้ความท้าทายในเรื่องความโปร่งใส
ระหว่างการประชุมทางการเงินระหว่างประเทศของผู้นำกลุ่มประเทศ จี20 ที่จัดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 จีนได้เสนอให้ผู้นำโลกรับรองหลักการใหม่ที่ส่งเสริมความร่วมมือระดับสากลในการส่งตัวบุคคลที่ทุจริตกลับประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติซึ่งเป็นองค์การไม่แสวงผลกำไรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการทุจริตระบุว่า บทบาทการเป็นผู้นำของจีนในการอภิปรายครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างเนื่องจากรัฐบาลจีนยังคงใช้วิธีการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง “การบังคับให้สารภาพและการไม่มีระบบตุลาการที่เป็นอิสระ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่ถูกจับกุมนั้นเป็นเป้าหมายทางการเมืองหรือไม่”

“เนื่องจากจีนพยายามออกไปทำธุรกิจทั่วโลก” องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติรายงานต่อ “จีนอาจมีอิทธิพลมากขึ้นต่อความพยายามในการต่อต้านการทุจริตของกลุ่มประเทศ จี20 หากจีนมุ่งมั่นในการสืบสวนและดำเนินคดีกับบริษัทจีนที่ติดสินบนเจ้าหน้าที่ต่างประเทศอย่างจริงจังกว่านี้”

ผู้นำประเทศอื่น ๆ ได้เรียกร้องให้จีนเพิ่มความโปร่งใสเมื่อรายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจ นายเบน เอส. เบอร์นันเค อดีตประธานสภาผู้ว่าการระบบธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมเขียนรายงานฉบับหนึ่งให้สถาบันบรูคกิงส์ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 ที่ระบุว่า จีนต้องอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่เกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ ให้ชัดเจนกว่านี้ และปรับปรุงความโปร่งใสของข้อมูลด้วยการรายงานตัวเลขการเติบโตที่เชื่อถือได้ ซึ่งอาจเป็น “การเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ยากสำหรับรัฐบาลที่คุ้นเคยกับการทำอะไรเป็นความลับ”

การเก็บความลับดังกล่าวยังรวมถึงการปิดบังข้อเสียของการลงทุนของจีน ตามรายงานของสถาบันเสาหลักเจ็ดประการเพื่อการเงินและจริยธรรมโลก ซึ่งมีบทบาทในการวิเคราะห์ประเด็นทางจริยธรรมในตลาดการเงินโลก

แหล่งเงินลงทุนส่วนใหญ่ของจีนในแอฟริกาคือโครงการสินเชื่อเพื่อการส่งออก ซึ่งจีนจะมอบเงินกู้ให้รัฐบาลที่รับการสนับสนุนเพื่อชำระค่าสินค้าส่งออกจากผู้ให้กู้ ตัวอย่างเช่น จีนอาจสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการก่อสร้างในประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกาโดยใช้บริษัทก่อสร้าง คนงานและอุปกรณ์ก่อสร้างจากจีน รายงานของสถาบันเสาหลักเจ็ดประการระบุ

“สิ่งที่ทำให้สินเชื่อเพื่อการส่งออกของจีนมีความน่ากังขาในเชิงจริยธรรมก็คือ เงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อให้ประเทศในแอฟริกานั่นเอง” รายงานดังกล่าวระบุ

รายงานนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า อัตราดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติสากล โดยดอกเบี้ยจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาด และระยะเวลาการจ่ายคืนเงินกู้ก็ยาวกว่ามาก แม้สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเหล่านี้จะมีโควตาที่เข้มงวดในการจ้างแรงงานท้องถิ่น แต่ “มีหลักฐานน้อยมากที่บ่งชี้ว่าการปฏิบัติต่าง ๆ เป็นไปตามโควตาดังกล่าวหรือไม่”

แต่กระนั้นรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกาและแอฟริกาก็ยินดีรับเงินกู้จากจีน เนื่องจากประเทศเหล่านี้พยายามผลักดันโครงการพัฒนาที่ล่าช้ามานาน

นางโอลิเวอร์ โวเนคา เอกอัครราชทูตยูกันดาประจำสหรัฐอเมริกามองว่า จีนมีบทบาทในการเติมเต็มหน้าที่ของผู้ให้กู้อย่างสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่น ๆ ในการอภิปรายที่บรูคกิงส์เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 นางโวเนคากล่าวว่าประธานาธิบดีโยเวรี มูเซเวนี ของยูกันดา ได้เดินทางไปเยือนจีนห้าครั้ง และความร่วมมือดังกล่าวของทั้งสองประเทศก็ช่วยในการปรับปรุงสนามบินสองแห่งของยูกันดา นางโวเนคายังกล่าวเพิ่มเติมว่า จีนสนับสนุนเงินทุนที่ใช้ในโครงการทางหลวงมูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท) เพื่อเชื่อมต่อระหว่างกรุงแคมปาลา เมืองหลวงของยูกันดากับท่าอากาศยานนานาชาติเอ็นเทบเบ้

นางโวเนคากล่าวว่า แอฟริกาต้องการเจ้าหนี้ที่เต็มใจจะรับความเสี่ยง และสรุปความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างยูกันดากับจีนสั้น ๆ ว่า “จีนชอบความเสี่ยง”

หุ้น