เส้นทางที่คดเคี้ยว สู่การปลดอาวุธ

เส้นทางที่คดเคี้ยว สู่การปลดอาวุธ

การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือยังคงเป็นเป้าหมาย แม้จะมีข้อกังขา

เจ้าหน้าที่ฟอรัม

การประชุมแบบตัวต่อตัวครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยังไม่มีฉันทามติเกี่ยวกับวิธีการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีว่าการเจรจาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ที่สิงคโปร์และในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ที่เวียดนามยังสามารถนำไปสู่ข้อตกลงการสร้างความไว้วางใจในระดับที่เล็กลงมา ซึ่งอาจนำไปสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือในที่สุด

“มีข้อตกลงขนาดเล็กลงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 โดยพูดเคียงข้างกับนายมุน แจ-อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์กไทมส์ “สิ่งต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นได้ คุณสามารถแก้ปัญหาไปทีละขั้น ๆ ได้ แต่ ณ เวลานี้เรากำลังพูดถึงประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ เราต้องกำจัดอาวุธนิวเคลียร์”

ความท้าทายบนเส้นทางคดเคี้ยวสู่การปลดอาวุธนี้น่าหวาดหวั่น ตั้งแต่การเจรจาดังกล่าว เกาหลีเหนือระบุในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ว่าตนได้ทดสอบการยิงอาวุธนำวิถีแบบยุทธวิธีรูปแบบใหม่ ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส รายงาน โดยรายงานอีกว่า การทดสอบดังกล่าวไม่ได้ใช้ขีปนาวุธพิสัยกลางหรือพิสัยไกลที่เป็นสิ่งต้องห้าม แต่เป็นความพยายามที่จะแสดงให้ทหารในประเทศเห็นว่าการพูดคุยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ จากนั้น ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบอาวุธนำวิถีแบบยุทธวิธีที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นขีปนาวุธนำวิถีพิสัยใกล้ ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส รายงาน

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ (กลางซ้าย) และนายมุน แจ-อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ (กลางขวา) จับมือกันบนยอดเขาแพ็กดูในเกาหลีเหนือโดยมีภริยาอยู่ด้านข้าง รอยเตอร์

ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการขาดความโปร่งใสของเกาหลีเหนือ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษาในกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เผยว่าพบฐานปฏิบัติการขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ 13 แห่งจากทั้งหมดประมาณ 20 แห่งที่ยังไม่ได้มีการประกาศจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ผู้นำของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาสาเข้ามาช่วยให้ผู้นำเกาหลีเหนืออ่อนข้อลง และสนับสนุนสหรัฐฯ ในการผลักดันให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในช่วงที่นายคิมได้รับการสนับสนุนตำแหน่งของตนเพิ่มขึ้นจากรัสเซีย

แม้ว่าจะประสบความล้มเหลว แต่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยังคงพยายามอย่างหนักเพื่อให้เกิดข้อตกลง ในการประชุมเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 ที่นิวยอร์กกับนายมุน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวยกย่องประธานาธิบดีมุนในการจัดการประชุมสุดยอดระหว่างเกาหลีใต้ครั้งที่สามที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่ยอมรับว่ายังคงมีงานที่ต้องทำอีกมาก ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการเดินทางไปเกาหลีเหนือของนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 โดยกล่าวถึงการขาดความคืบหน้าในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีมุนและทรัมป์เห็นตรงกันถึงความสำคัญของการรักษาการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่อย่างแข็งขัน เพื่อให้แน่ใจว่าเกาหลีเหนือเข้าใจว่าการปลดอาวุธนิวเคลียร์เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสันติภาพที่ยั่งยืนในคาบสมุทรเกาหลี

อย่างไรก็ตาม นายคิมวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวในระหว่างการปราศรัย 30 นาทีในวันปีใหม่ พ.ศ. 2562 และได้ทำการเรียกร้องอย่างเปิดเผยกับสหรัฐอเมริกา โดยเตือนว่าเกาหลีเหนืออาจเลือก “เส้นทางใหม่” หากสหรัฐฯ ยังคง “ผิดสัญญาและตัดสินความอดทนของเราผิดพลาดโดยเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างเพียงฝ่ายเดียวและผลักดันไปข้างหน้าด้วยมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดัน” นอกจากนี้นายคิมยังเรียกร้องให้ยุติการฝึกทางทหารร่วมของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้

จากทั้งหมดนี้ ทำให้ผู้ที่ยังกังขาตรวจสอบทุกการประชุมและการสื่อสารต่อไป รวมทั้งยังรอวิพากษ์วิจารณ์แต่ละขั้นตอน เช่น นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าคำมั่นสัญญาของนายคิมที่จะปิดสถานที่ทดสอบขีปนาวุธที่สำคัญอย่างถาวรโดยมีผู้ตรวจสอบต่างประเทศอยู่ด้วย ไม่มีผลกระทบต่อขีดความสามารถของเกาหลีเหนือในการดำเนินโครงการขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง

การปิดสถานที่ “อาจไม่ได้ไร้ค่าใช้จ่ายอย่างสิ้นเชิง แต่ในภาพรวมแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ก้าวสำคัญอะไรในการปลดอาวุธ” นายวิพิน นารัง นักวิจัยด้านการควบคุมอาวุธของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ผู้ติดตามโครงการของเกาหลีเหนือกล่าวกับ เนชันแนลพับบลิกเรดิโอ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2561

นายนารังตั้งข้อสังเกตว่าสถานที่ที่นายคิมอ้างว่าทำการปิดถาวร เป็นสถานที่เดียวกับที่เขาสัญญาว่าจะรื้อถอนบางส่วนหลังจากการเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์ “ข้อเท็จจริงที่ว่าคิมกำลังใช้ประโยชน์จากสถานที่ทดสอบเพียงแห่งเดียวเป็นเวลาหลายเดือนในตอนท้ายนั้นน่าทึ่งมาก” นายนารังกล่าวกับ เนชันแนลพับบลิกเรดิโอ

นอกจากนี้ สถานที่ดังกล่าวยังมีชื่อหลายชื่อประกอบด้วย ทงจางรี ดงจางรี และโซแฮ หลังจากการเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนใหญ่เรียกว่าโซแฮ ในแถลงการณ์ล่าสุดจากนายคิม เขาเรียกว่าดงจางรี นายนารังกล่าวว่าการใช้ชื่อที่แตกต่างกันเป็นการตั้งใจทำให้เกิดความสับสน ซึ่งการสับเปลี่ยนชื่อเรียกอาจโน้มน้าวให้บางคนเชื่อว่าเกาหลีเหนือกำลังทำสัมปทานใหม่ แต่ที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ทำ

ความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้น โอกาสใหม่

ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำคนเดียวที่หาหนทางสู่ความสัมพันธ์ใหม่และพัฒนามากขึ้นกับนายคิม ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างนายคิมและประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็ได้รับการส่งเสริมอย่างมากเช่นกัน

เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จัดการประชุมระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ 5 ครั้งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งล่าสุดนั้นเกี่ยวข้องกับการลงนามโดยรัฐมนตรีกลาโหมของแต่ละประเทศเพื่อลดความตึงเครียดทางทหารตามแนวชายแดนที่แบ่งแยกประเทศ ข้อตกลงดังกล่าวเรียกร้องให้มีบทบัญญัติในการจัดการและลดการมีทหารทางอากาศ บนบก และทางทะเล ตามรายงานเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2561

สำนักข่าวดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส รายงานว่าเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ทำการถอนทหารและอาวุธปืนออกจากป้อมรักษาการณ์แนวหน้า 22 แห่งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อลดความตึงเครียดในเขตปลอดทหาร ข้อตกลงในเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 ได้เรียกร้องให้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อสร้างความไว้วางใจ สร้างสันติภาพที่มั่นคง และก้าวไปสู่การปรองดอง นอกจากนี้ ครอบครัวที่พรากจากกันเนื่องจากสงครามเกาหลีจะได้ติดต่อกันมากขึ้นอีกด้วย ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส ระบุ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นยังได้นำไปสู่ข้อเสนอให้เกาหลีใต้ช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเกาหลีเหนือและเปิดใช้งานทางรถไฟข้ามพรมแดน

นายคิมและนายมุนปิดฉากการประชุมในเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 โดยยืนอยู่บนยอดเขาแพ็กดู ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทำให้บัลลังก์สกุลคิมมีความชอบธรรม ผู้นำของทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จับมือกันในท่าฉลองชัยที่ยอดเขาดังกล่าว

การเดินสวนสนามในกรุงเปียงยางมีการแสดงขีปนาวุธข้ามทวีปในเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 รอยเตอร์

“เราเห็นพ้องกันที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีเป็นดินแดนแห่งสันติภาพปราศจากอาวุธนิวเคลียร์และภัยคุกคามนิวเคลียร์” นายคิมกล่าว ตามรายงานของสำนักข่าวดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส “เส้นทางสู่อนาคตของเราคงจะไม่ราบรื่นเสมอไป และเราอาจต้องเผชิญกับความท้าทายรวมถึงบททดสอบที่เราคาดไม่ถึง แต่เราไม่กลัวลมต้านเพราะความแข็งแกร่งของเราจะเพิ่มขึ้นเมื่อเราเอาชนะบททดสอบแต่ละครั้งได้ โดยอาศัยความแข็งแกร่งของประเทศชาติของเรา”

นายคิมเห็นชอบที่จะรับคณะผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศเพื่อตรวจสอบการปิดสถานที่ทดสอบขีปนาวุธ ผู้นำทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกันในความพยายามเพื่อเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนใน พ.ศ. 2575

“เราอยู่ด้วยกันมา 5,000 ปีและแยกกันอยู่มา 70 ปี” นายมุนกล่าว ตามรายงานของสำนักข่าวดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส “ตอนนี้ผมขอเสนอให้เราลบล้างความเป็นศัตรูในช่วง 70 ปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง และก้าวไปข้างหน้าอย่างสันติเพื่อจะได้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง”

อิทธิพลจากภายนอก

เกาหลีเหนือรักษาความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างแน่นแฟ้นกับจีนที่มีพรมแดนร่วมกันและรัสเซีย

ในอดีต ประธานาธิบดีทรัมป์และคนอื่น ๆ ได้กดดันให้จีนดำเนินการเพื่อโน้มน้าวพฤติกรรมที่ไม่ดีของเกาหลีเหนือ ผู้ค้าของเถื่อนใช้พรมแดนที่มีช่องโหว่ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือเพื่อนำสินค้าในตลาดมืดและสินค้าที่สั่งห้ามจากมาตรการคว่ำบาตรเข้าสู่เกาหลีเหนือ จีนยังคงว่านอนสอนง่ายอยู่เป็นส่วนใหญ่เมื่อมีการร้องขอให้ใช้กำลังของตัวเองเพื่อผลักดันเกาหลีเหนือให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

ในระหว่างการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 นางนิกกี้ เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ตำหนิจีนและรัสเซียในการพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง “ทีละขั้นทีละตอน มาตรการต่อมาตรการ ครั้งแล้วครั้งเล่า รัสเซียดำเนินการอย่างครอบคลุมเพื่อบ่อนทำลายมาตรการดังกล่าว” นางเฮลีย์กล่าว ตามการรายงานของสำนักข่าวซีบีเอส

เธอได้เรียกประชุมด่วนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อทำการวิพากษ์วิจารณ์รัสเซียและจีนอย่างรุนแรงที่ไม่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันเกาหลีเหนือให้ยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ “การเจรจากับเกาหลีเหนือซึ่งยากลำบากและละเอียดอ่อนกำลังดำเนินอยู่ แต่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น” นางเฮลีย์กล่าว “และจนกว่าเราจะไปถึงจุดนั้น เราต้องไม่ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทั่วโลกที่มีอิทธิพลที่เราใช้งานอยู่”

มุมมองด้านการแข่งขัน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกามีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคำสั่งและขอบเขตของการใช้มาตราสี่ของปฏิญญาประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์

“รัฐบาลเกาหลีเหนือเชื่อว่าการหยุดการทดสอบขีปนาวุธและนิวเคลียร์ การเลิกดำเนินงานสถานที่ผลิตอาวุธบางแห่ง และการเริ่มต้นกระบวนการส่งทหารของสหรัฐฯ กลับจากสงครามเกาหลีเป็นการตอบสนองมาตรการสร้างความเชื่อมั่นของข้อตกลงดังกล่าว” นายเนท เคิร์กฮอฟ เขียนในนิตยสารฟอรัมเอเชียตะวันออกของออสเตรเลียเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 “ตอนนี้รัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังเรียกร้องความคืบหน้าในมาตราที่เหลือและเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาดำเนินการ “อย่างกล้าหาญ” เพื่อสร้างระบอบสันติภาพ”

นายดัก แบนโดว์ นักวิชาการอาวุโสสถาบันคาโทและอดีตผู้ช่วยพิเศษของนายโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าการทำข้อตกลงของเกาหลีเหนืออาจไม่มีอะไรมากไปกว่าการพูดเกินจริง และผู้ที่กังขามีเหตุผลที่ดีในการแสดงข้อสงสัย

“มีผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเพียงไม่กี่คนที่เชื่อว่าเกาหลีเหนือพร้อมที่จะยอมละทิ้งนิวเคลียร์ พวกเขาเสนอเกียรติยศซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขู่กรรโชก และเสริมความแข็งแกร่งด้านการสนับสนุนของกองทัพเพื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ นอกจากนี้พวกเขายังทำให้แน่ใจด้วยว่านายคิมและกลุ่มของเขาจะไม่ลงเอยแบบเดียวกับนายมูอัมมาร์ อัล กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย” นายแบนโดว์เขียนให้กับนิตยสาร เนชันแนล อินเทอเรสต์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 ในบทความที่มีชื่อว่า “การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไม่ได้ไร้ค่าใช้จ่าย” “ท้ายที่สุด นายกัดดาฟีก็ละทิ้งโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเขาไป โดยลงเอยด้วยการปรากฏตัวในวิดีโอยูทูบที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งพวกกบฏพบและประหารเขา ดังนั้น ในขณะที่นายคิมสามารถทำข้อตกลงในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล หยุดการทดสอบขีปนาวุธและนิวเคลียร์ จำกัดจำนวนอาวุธ อนุญาตให้มีการป้องกัน/ตรวจสอบบางรูปแบบ ใช้มาตรการลดความตึงเครียดอื่น ๆ การกำจัดทุกอย่างยังคงห่างไกลภายใต้สถานการณ์ที่ดีที่สุด”

แต่ยังคงมีความเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับญี่ปุ่นแล้วความเป็นไปได้นั้นต่ำมาก อย่างน้อยก็ในตอนนี้

สมุดปกขาวของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับโครงการกลาโหมแห่งชาติที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ระบุว่าเกาหลีเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามทางทหาร สมุดปกขาวในเดือนสิงหาคมระบุว่า ญี่ปุ่นควรเพิ่มขีปนาวุธของตนเองและเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในขณะที่ดูว่าเกาหลีเหนือจะรักษาสัญญาหรือไม่

“การกระทำทางทหารของเกาหลีเหนือกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงเป็นประวัติการณ์และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติที่ใกล้เข้ามาถึงญี่ปุ่น” สมุดปกขาวประจำเดือนสิงหาคมระบุ “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ขั้นพื้นฐานของเราเกี่ยวกับภัยคุกคามอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ”

เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลหลายลูกใน พ.ศ. 2560 โดยได้ปล่อยขีปนาวุธจำนวนหนึ่งข้ามมาที่ญี่ปุ่น นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังมีขีปนาวุธโรดองพิสัยใกล้กว่าที่สามารถโจมตีญี่ปุ่นได้ ตามที่รายงานหลายฉบับระบุ

สมุดปกขาวประจำเดือนสิงหาคมยอมรับว่าการประชุมประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และคิม “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” แต่ “เราต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบว่าเกาหลีเหนือจะมีการกระทำใดที่เฉพาะเจาะจงต่อการยกเลิกนิวเคลียร์และขีปนาวุธ (นำวิถี) นับจากนี้ไป” สมุดปกขาวระบุ

สัปดาห์ เดือน และปีข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทายที่ไม่คาดคิดและการตรวจสอบโดยละเอียดจากทุกฝ่าย วันข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความคืบหน้า ไม่ว่าจะช้าและรอบคอบเพียงใด และความหวังอันยาวนานที่จะให้คาบสมุทรเกาหลีกลับมาเป็นรัฐเอกภาพและเกาหลีเหนือจะปลดอาวุธนิวเคลียร์

“ประชาชนเกาหลีทั้งในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้สมควรได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ปกครองโดยรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพวกเขา” นายแบนโดว์เขียนให้กับ เดอะเนชันแนล อินเทอเรสต์ “อย่างไรก็ตาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีคือเรื่องจริงที่ไม่อาจปรารถนาให้ผ่านพ้นไปได้ ทั้งไม่อาจกวาดล้างได้แม้โดยกองทัพที่ทรงพลังของอเมริกาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายมหาศาล และการรักษาสันติภาพเป็นรากฐานที่ทุกอย่างต้องพึ่งพา”

หุ้น