เส้นทาง การสื่อสาร

เส้นทาง การสื่อสาร

บทเรียนจากภัยพิบัติ : การสื่อสารระหว่างทหารและพลเรือนช่วยชีวิตผู้คน

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

ในอินโดแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุดในโลก การสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างกองทัพ รัฐบาลพลเรือน และหน่วยงานด้านมนุษยธรรมสามารถช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นนับพัน มีการสร้างถนนหนทางใหม่ สิ่งของบรรเทาทุกข์ถูกส่งมอบถึงจุดหมาย และผู้ประสบภัยพิบัติที่สูญเสียที่พักอาศัยได้รับการจัดหาที่พัก เมื่อยุทโธปกรณ์ของกองทัพเข้ามาเสริมการทำงานของหน่วยงานมนุษยธรรมและรัฐบาล

ความมุ่งมั่นในการสื่อสารของทหารกับพลเรือน “กลายเป็นวาระสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ” นายเคน ฮูม ผู้ประสานงานการทหารพลเรือนของสภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ กล่าวหลังจากการพูดคุยในการฝึกซ้อมทางทหาร คอบร้าโกลด์ 2018 ในประเทศไทย “มันเป็นสิ่งสำคัญกับพวกเรามากจริง ๆ เรากำลังเพิ่มทรัพยากรให้กับการสื่อสารมากขึ้น”

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในอินโดแปซิฟิก ซึ่งประสบภัยแผ่นดินไหว สึนามิ พายุเขตร้อน น้ำท่วม ดินถล่ม และการปะทุของภูเขาไฟที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านในแต่ละปี ตามรายงานของสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ

ทหารเนปาลทำการขนถ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินหลังจากเกิดแผ่นดินไหวในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 รอยเตอร์

ประชาชนกว่า 2 ล้านคนหรือโดยเฉลี่ย 43,000 คนต่อปี เสียชีวิตจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอินโดแปซิฟิกนับตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2559 ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ใน พ.ศ. 2559 เพียงปีเดียว ภัยพิบัติทำให้มีผู้เสียชีวิต 5,000 รายและเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมูลค่ากว่า 7.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติในอินโดแปซิฟิกคิดเป็นร้อยละ 57 ในระหว่าง พ.ศ. 2513 ถึง พ.ศ. 2559 และผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมากกว่าผู้ที่อยู่ที่อื่นในโลกถึงห้าเท่า

เพื่อลดการเสียชีวิตเหล่านี้และตอบสนองกับภัยพิบัติได้ดีขึ้น หน่วยงานราชการ หน่วยงานด้านมนุษยธรรม และกองทัพได้ร่วมกันพัฒนาการประสานงานผ่านโครงสร้างพื้นฐานในปีที่ผ่านมา กลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างทหารและพลเรือนเพื่อมนุษยธรรมในเอเชียและแปซิฟิกก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2557 เป็นเวทีระดับภูมิภาคที่รวบรวมองค์ประกอบที่หลากหลายเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานด้านมนุษยธรรมยังมีบทบาทมากขึ้นในการฝึกทางทหาร

คอบร้าโกลด์ เป็นการฝึกประจำปีแบบพหุชาติและหลายเหล่าทัพ โดยมีสนับสนุนร่วมกันคือกองทัพไทยและกองบัญชาการอินโดแปซิฟิกสหรัฐฯ คอบร้าโกลด์ 2018 ประกอบไปด้วยการฝึกซ้อมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและตอบสนองภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะการเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและตอบสนองภัยพิบัติ และการสัมมนาของผู้นำระดับสูง

กลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคในอินโดแปซิฟิกมุ่งเน้นการวางแผนเชิงปฏิบัติการจำนวนมากในห้าประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่าประเทศที่มีความสำคัญลำดับต้นของสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ นั่นคือ บังกลาเทศ พม่า อินโดนีเซีย เนปาล และฟิลิปปินส์ คำแนะนำแรก ๆ อย่างหนึ่งคือการพัฒนาความเข้าใจร่วมกันของการปฏิบัติตอบสนองเพื่อ “เพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ของกลไกการประสานงานระหว่างทหารและพลเรือน และการทำงานที่เกี่ยวข้องในระหว่างการตอบสนองเหตุการณ์”

ความเข้าใจร่วมกันนี้เพิ่มความรวดเร็วด้านเวลาการตอบสนองเหตุการณ์ หลีกเลี่ยงความพยายามซ้ำซ้อน และช่วยชีวิตผู้คนได้ “สำหรับการบรรเทาภัยพิบัติในช่วงเวลาสงบสุข การเตรียมพร้อมคือกุญแจสำคัญ” นายฮูมกล่าว การสนทนาสื่อสารผ่านการประชุมดังเช่นการฝึกคอบร้าโกลด์ จะช่วยสร้างความรู้ร่วมกัน ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว “เรารู้ว่าใครมีหน้าที่อะไรบ้าง และเราเข้าใจวิธีการของกันและกัน และนั่นจะทำให้สำเร็จผล”

ชายคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งของเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ ซ่อมแซมประตูไม้ท่ามกลางกองซากปรักหักพังที่พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนทิ้งไว้ เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

นอกเหนือจากการรู้จักความสามารถของผู้ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแล้ว ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติก่อนเกิดภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของระบบราชการ ปัญหาต่าง ๆ เช่น การขอวีซ่า พิธีการศุลกากร และการบินเหนือน่านฟ้าของประเทศหนึ่ง ๆ สามารถขัดขวางโอกาสที่กองทัพต่างชาติจะนำอุปกรณ์เข้ามาช่วยชีวิต ซึ่งบางครั้งก็ผ่านเข้ามาไม่ได้เลย

ในห้าประเทศที่มีความเสี่ยง แต่ละประเทศได้พัฒนาแผนของตัวเองสำหรับการสนทนาสื่อสารระหว่างทหารและพลเรือนในช่วงภัยพิบัติ นางวิเวียนนา เดอ แอนนันทิส จากสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ เขียนในรายงานประจำ พ.ศ 2561 แผนดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเพิ่ม “ความรวดเร็ว ปริมาณ และคุณภาพของการช่วยชีวิตที่มอบให้ในระยะแรกของการตอบสนอง และโดยการเพิ่มความพยายามซึ่งนำโดยรัฐที่ได้รับผลกระทบ”

เมื่อดูประวัติการเกิดภัยพิบัติของห้าประเทศแล้ว จะให้เห็นถึงความจำเป็นในการประสานการตอบสนองเหตุการณ์

พายุไซโคลนในบังกลาเทศ

บังกลาเทศได้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เมื่อพายุไซโคลนเขตร้อนสิทราเข้าถล่มประเทศ คร่าชีวิตผู้คน 4,200 คน และบีบให้ประชากร 600,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ แม้มียอดผู้เสียชีวิตสูงอย่างน่าเศร้า แต่ก็แสดงให้เห็นถึง “ยอดการเสียชีวิตของผู้ประสบเหตุในบังกลาเทศที่ลดลงอย่างมากในช่วงเวลาประมาณสี่ทศวรรษของพายุโซนร้อนที่รุนแรง” ตามรายงานกรณีศึกษา พ.ศ. 2560 ของกลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์การทหารและพลเรือนของออสเตรเลีย

เมื่อพายุหมุนเขตร้อนสิทราพัดเข้าถล่มบังกลาเทศในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ด้วยความเร็วลม 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้กระท่อม บ้านเรือนและโรงเรียน รวมทั้งต้นไม้ต่าง ๆ ราบเป็นหน้ากลองไปทั่วประเทศ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะอธิบายว่าความเสียหายครั้งนี้เลวร้ายยิ่งกว่าที่เกิดจากพายุไซโคลนกอร์คีใน พ.ศ. 2534 แต่ยอดผู้เสียชีวิตกลับน้อยกว่ามาก พายุไซโคลนกอร์คีคร่าชีวิตผู้คนกว่า 140,000 คนใกล้กับเมืองจิตตะกอง และพายุไซโคลนโบลาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตกว่า 500,000 คน ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส รายงาน

รัฐบาลบังกลาเทศและสหรัฐฯ ทำงานร่วมกันสร้างที่พักพิงพายุไซโคลนอเนกประสงค์ เพื่อปกป้องพลเรือนจากพายุทำลายล้าง
กรมการพัฒนาระหว่างประเทศสหราชอาณาจักร

พายุไซโคลนสิทรามีเส้นทางเช่นเดียวกันกับพายุลูกก่อนหน้า แต่มีการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดีขึ้น ผู้อพยพได้รับการจัดหาที่พักให้ 1,800 แห่งใน พ.ศ. 2550 และได้รับชุดอุปกรณ์บรรเทาภัยพิบัติฉุกเฉินที่ประกอบด้วยเสื้อผ้า ผ้าห่ม และอาหาร ทหารจัดตั้งค่ายทางการแพทย์เพื่อเสริมการดูแลสุขภาพของพลเรือน เพื่อสนับสนุนความพยายามด้านมนุษยธรรม กองทัพอากาศบังกลาเทศระดมกำลังเฮลิคอปเตอร์ 18 ลำเพื่อขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ นอกจากนี้ ทหารยังทำการกวาดล้างถนนและฟื้นฟูการสื่อสารกลับคืนมา

นายฮูมกล่าวว่าในการตอบสนองระหว่างทหารกับพลเรือนที่มีการประสานงานอย่างดีนั้น ทหารจะเข้ามาเพื่อช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และจากนั้นจะปรับขนาดการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อหน่วยงานด้านมนุษยธรรมและรัฐบาลดำเนินการรับมือกับการดูแลทางการแพทย์ อาหาร และการสร้างเมืองใหม่ต่อไป “ทหารสามารถให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เปิดถนน สร้างสะพาน การขนส่ง” นายฮูมกล่าว “กองทัพสามารถเป็นกำลังสำคัญได้”

หลังจากพายุไซโคลนสิทราผ่านไป บังกลาเทศทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงเรียนใหม่ 88 แห่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นที่พักพิงในยามฉุกเฉินได้ด้วย โรงเรียนเหล่านี้มีนักเรียน 200 คนทุกวัน และเป็นที่พักรองรับผู้ประสบภัย 1,800 คนในยามฉุกเฉิน ซึ่งได้ทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ และบริหารโดยกองทัพทหารช่างสหรัฐฯ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังสนับสนุนทุนเพื่อการก่อสร้างศูนย์บริหารวิกฤตชายฝั่งหลายแห่งทั่วบังกลาเทศ มีการออกแบบอาคารต่าง ๆ ให้ทนต่อแผ่นดินไหวขนาด 8.0 ริกเตอร์และความเร็วลมสูงถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อินโดนีเซีย : สถานการณ์ภูเขาไฟ

อินโดนีเซียตั้งอยู่บนรอยต่อเปลือกโลกสามแผ่น เป็นประเทศที่มีภูเขาไฟอยู่มากที่สุดถึง 500 แห่ง โดยเป็นภูเขาไฟที่ยังมีการปะทุอยู่ 128 แห่ง รายงานจากกลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคระบุ พายุไต้ฝุ่น คลื่นพายุซัดฝั่ง ดินถล่ม น้ำท่วม และภัยแล้งยังทำให้เกิดภัยพิบัติในประเทศนี้ เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ในแนวพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก

อินโดนีเซียเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กโดยเฉลี่ย 20 ครั้งต่อวัน และประสบกับไฟป่ารุนแรงหลายครั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในระหว่าง พ.ศ. 2518 และ 2558 ภัยพิบัติทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและความเสียหายประมาณ 1.83 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5.7 แสนล้านบาท) ใน พ.ศ. 2559 เพียงปีเดียว ภัยพิบัติได้คร่าชีวิตประชาชน 522 รายและทำให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 3 ล้านคน ใน พ.ศ. 2549 แผ่นดินไหวยอกยาการ์ตาทำให้มีผู้เสียชีวิต 5,778 รายและทำให้เกิดการสูญเสียทางการเงิน 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาท)

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติจัดหาที่พักชั่วคราวสำหรับผู้สูญเสียที่อยู่อาศัยจากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน และจัดหาเมล็ดพันธุ์ฉุกเฉินแก่เกษตรกรหลังจากพายุไต้ฝุ่นได้ทำลายพืชผล เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

สึนามิที่เชื่อว่าอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์เริ่มต้นที่นอกชายฝั่งของอินโดนีเซีย สึนามิที่เรียกกันว่าบอกซิ่งเดย์ ซึ่งตั้งชื่อตามวันหยุดเทศกาลในบางประเทศที่มีขึ้นหลังวันคริสต์มาสนั้น เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ทางเหนือสุดของเกาะสุมาตรา คลื่นสึนามิคร่าชีวิตผู้คนกว่า 230,000 คนทั่วทั้ง 14 ประเทศ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดด้วยยอดผู้เสียชีวิตมากกว่า 130,000 คน ตามด้วยศรีลังกา อินเดีย และไทย

เนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติจำนวนมาก อินโดนีเซียจึงได้ทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนากลไกสำหรับการสนทนาสื่อสารระหว่างทหารและพลเรือน และการใช้กลไก “โดยเฉพาะสำหรับกำลังทางทหารจากต่างประเทศที่เข้ามาในเหตุการณ์ภัยพิบัติขนาดใหญ่” รายงานของกลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคระบุ ในขณะที่กองทัพต่าง ๆ มักจะมีบทบาทสนับสนุนในยามเกิดภัยพิบัติ ทว่ากองทัพอินโดนีเซียทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินหลัก ความถี่และขนาดของภัยพิบัติมีบทบาทต่อการตัดสินใจครั้งนี้ เช่นเดียวกับความสามารถของทหารในการปรับใช้ทรัพยากรอย่างรวดเร็ว

ใน พ.ศ. 2560 รัฐบาลอินโดนีเซียเสร็จสิ้นการทำกรอบการตอบสนองภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นเอกสารแนวทางเบื้องต้นของประเทศสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในการตอบสนองต่อภัยพิบัติ

พม่ายินดีรับความช่วยเหลือ

พม่ามีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว และพายุไซโคลนอย่างสูง ภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดที่มีการบันทึกไว้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เมื่อพายุไซโคลนนาร์กิสทำให้มีผู้ชีวิตอย่างน้อย 138,000 ราย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท)

แม้ว่าพม่าจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ของการปกครองโดยทหาร และจำกัดการมีส่วนร่วมของต่างประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็มี “การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นในการร่วมมือกันระหว่างทหารและพลเรือน” และได้ดำเนินการขั้นตอนสำคัญเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการกับภัยพิบัติ รายงานของกลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคระบุ

ขณะนี้พม่าเข้าร่วมการฝึกซ้อมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติระดับภูมิภาค รวมทั้งจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญเพื่อพัฒนาการสื่อสารระหว่างทหารและพลเรือน

ในอดีต พม่าจำกัดการอนุญาตจำนวนยุทโธปกรณ์ของกองทัพต่างชาติให้นำมาใช้ในระหว่างเกิดภัยพิบัติ รายงานของกลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคระบุ อย่างไรก็ตาม พม่าได้มีการเตรียมการเพื่อรับความช่วยเหลือจากข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอื่น ๆ ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความท้าทายของเนปาล

เนปาลมีฤดูฝนประจำปีและภูมิประเทศที่เป็นภูเขา จึงประสบกับแผ่นดินถล่มและน้ำท่วมบ่อยครั้ง แต่ภัยอันตรายที่ใหญ่ที่สุดนั้นมาจากตำแหน่งที่ตั้งบนขอบของแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียและอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งของการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง

บทเรียนที่ได้รับจากการตอบสนองต่อแผ่นดินไหว กอร์ข่าเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558 คือแผนการตอบสนองภัยพิบัติที่มีการสื่อสารข้อมูลอย่างดีทั่วทั้งภูมิภาค แผ่นดินไหวดังกล่าวทำให้มีผู้ชีวิตเกือบ 9,000 ราย และทำให้มีผู้บาดเจ็บประมาณ 22,000 ราย โดยก่อให้เกิดแผ่นดินถล่มบนยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 ราย ทำให้เป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูเขาแห่งนี้
แผ่นดินไหวดึงดูดความช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างมหาศาล รวมถึงยุทโธปกรณ์จากกองทัพต่างชาติ 18 แห่งและเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมหลายพันคน เพียงแค่สภากาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงเพียงอย่างเดียวก็มีผู้ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินทางภาคพื้นดินกว่า 8,000 คน นายฮูมกล่าว

สภากาชาดเยอรมนีเตรียมการขนส่งสินค้าเพื่อส่งมอบให้เนปาลโดยเป็นส่วนหนึ่งของพัสดุทั้งหมด 60 ตันหลังจากเกิดแผ่นดินไหวในเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

ในการทบทวนความช่วยเหลือดังกล่าว ผู้แทนกองทัพเนปาลและกองบัญชาการสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโดแปซิฟิก ซึ่งได้ส่งบุคลากรและอุปกรณ์ไปยังเนปาล ได้พูดคุยถึงความสำเร็จของศูนย์ประสานงานปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและทหาร อันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การประสานงานใหม่โดยองค์การสหประชาชาติ

“ศูนย์ประสานงานปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและทหารคือการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในการร่วมมือกันระหว่างทหารและพลเรือนทั่วโลกขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงในเอเชียและแปซิฟิก” รายงานของกลุ่มที่ปรึกษาระดับภูมิภาคระบุ “ศูนย์ดังกล่าวช่วยอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูล การแบ่งงาน และการประสานงานด้านการวางแผนปฏิบัติการระหว่างผู้ดำเนินการด้านมนุษยธรรมและด้านทหาร ในการตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ”

ศูนย์ปฏิบัติการที่นำโดยพลเรือนแห่งนี้ได้จัดทำการประเมินสำหรับการวางแผนปฏิบัติการ ซึ่งรวมถึงการใช้กองทัพต่างชาติ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับระดับการสนับสนุนทางการทหารต่างชาติอย่างเหมาะสม และสถานที่ที่ควรจะส่งกำลังพล นอกจากนี้ยังระบุเกณฑ์เปรียบเทียบสำหรับเวลาที่จะเปลี่ยนจากยุทโธปกรณ์ทหารเป็นทรัพย์สินพลเรือน และเมื่อใดที่จะถอนกำลังและโยกย้ายกำลังทหาร

ฟิลิปปินส์ท่ามกลางตาพายุ

ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (หรือที่เรียกว่าโยลันดาในฟิลิปปินส์) เป็นพายุไต้ฝุ่นระดับ 5 และเป็นพายุไซโคลนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดที่เคยพัดขึ้นฝั่ง เคลื่อนที่ทำลายล้างผ่านภาคกลางของฟิลิปปินส์ พายุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 7,300 ราย ส่งผลกระทบต่อประชาชน 12.9 ล้านคน และสร้างความเสียหายมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.1 แสนล้านบาท) มีการบรรเทาภัยพิบัติโดย 57 ประเทศ โดยมี 22 ประเทศที่ส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามา

แม้ตั้งอยู่บนจุดได้เปรียบในแปซิฟิกตะวันตก แต่ฟิลิปปินส์เสี่ยงกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายประเภท ตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นจนถึงแผ่นดินถล่มและมรสุม โดยมีพายุหมุนเขตร้อนโดยเฉลี่ย 9 ครั้งต่อปี
ในรายงานที่จัดทำโดยศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ตั้งอยู่ในฮาวาย ผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบการตอบสนองต่อภัยพิบัติพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสามประการเพื่อช่วยชีวิตผู้คน ได้แก่

ระบบเตือนภัย “แบบครบวงจร” ที่เป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปจะเตรียมประเทศให้พร้อมสำหรับวิกฤต ระบบแบบครบวงจรประกอบไปด้วย การสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูล เทคโนโลยี และความ

เชี่ยวชาญของผู้พยากรณ์

ข้อผูกพันทวิภาคีที่ดำเนินการผ่านศูนย์การประสานงานแบบพหุชาติส่งเสริมการใช้ยุทโธปกรณ์ของกองทัพต่างชาติโดยพลเรือนด้วยวิธีที่ดีที่สุด

เมื่อประสานงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ภาคเอกชนจะเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มจำนวนการจัดระบบกำลังพลสำรองของประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการการช่วยชีวิตของประชากร

รายงานที่ตามมาโดยศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พิจารณาวิธีการนำบทเรียนเหล่านี้ที่เรียนรู้จากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน มาใช้ในอีกหนึ่งปีต่อมากับพายุไต้ฝุ่นฮากุปิต การวิจัยเรื่อง “ความก้าวหน้าของการร่วมมือกันระหว่างทหารและพลเรือนเมื่อเกิดภัยพิบัติ : วิธีที่ฟิลิปปินส์เปลี่ยนบทเรียนที่เรียนรู้จากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (โยลันดา) ให้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ (พ.ศ. 2558)” มีอยู่ที่ https://www.cfe-dmha.org/

นายพอล เบเกอร์ ตัวแทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเพื่อทหารและกองทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างทหารและพลเรือนในการจำลองการฝึก เช่น คอบร้าโกลด์ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาความรู้ร่วมกันในยามที่ยังไม่เกิดการสู้รบในพื้นที่ขัดแย้ง การฝึกจะนำชุมชนที่รับมือกับภัยพิบัติมารวมกันเพื่อ “ปรับจิตใจของผู้คนเพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่าเราจะทำงานอย่างไรเมื่อทุกอย่างผิดพลาด” นายเบเกอร์กล่าว

หุ้น